ความโดดเดี่ยวในครอบครัวอบอุ่น

ธัญญา ใจดี

          ราคาน้ำมันที่ทะยานเลยสามสิบบาทไปแล้วนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนไทยหลายๆ คนให้ต้องหันมาทบทวนการจัดการทรัพยากรของตัวเองเสียใหม่ ซึ่งหมายความว่าวิถีชีวิตก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปบ้างไม่มากก็น้อย ทั้งรสนิยมการบริโภค รูปแบบการทำงานและการสังสรรค์ รวมถึงปรับลดความคาดหวังของตัวเองด้วย สภาพการณ์ขณะนี้ทำให้คิดถึง ช่วงปี 2540-2541 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ในช่วงนั้น มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงถึง 8.1 และ 8.6 รายต่อประชากรหนึ่งแสนคน ซึ่งหมายความว่าในประชากร 60 ล้านคนมีการฆ่าตัวตายประมาณ 4,800 ราย

          ในครั้งนั้น พูดกันมากว่าผู้ชายถูกกดดันจากค่านิยมที่ต้องเป็นผู้นำหาเลี้ยงครอบครัว เมื่อแสดงบทบาทตามที่สังคมคาดหวังไม่ได้ก็รู้สึกหมดคุณค่าและสูญเสียความภาคภูมิใจในตัวเองจนถึงกับฆ่าตัวตาย บางรายก็จบชีวิตตัวเองลงพร้อมกับลูกเมีย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในครั้งนั้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม และที่สำคัญเกิดการปรับเปลี่ยนระบบวิธีคิด หรือค่านิยมเกี่ยวกับบทบาททางเพศบางอย่างที่ส่งผลให้กดดันผู้ชายน้อยลง และช่วยให้ผู้ชายมีทางเลือกในการดำเนินชีวิตที่หลากหลายมากขึ้น นั่นคือ การเปลี่ยนนิยามของ “แม่ค้า” ให้หมายรวมถึงผู้ชายที่เป็น “พ่อค้า” โดยไม่ต้องมีคำว่า “คหบดี” พ่วงติดอยู่ตลอดไป ผู้ชายสามารถทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ ในพื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยผู้หญิง การปรับเปลี่ยนในเชิงรูปธรรมนี้ยังไปแก้ความเข้าใจผิดของสังคมได้บางส่วน เช่น ผู้ชายไม่มีบุคลิกที่จะให้บริการ ก็เริ่มลดน้อยลง  

          สำหรับสถิติการฆ่าตัวตายในช่วงเศรษฐกิจซบเซาในปี 2549 ที่ผ่านมา มีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 3,612 คน ส่วนพื้นที่ที่มีการฆ่าตัวตายสูงสุดคือ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีคนคิดฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จถึง 2,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุระหว่าง 40-49 ปี ภาพใหญ่ระดับประเทศนี้ยังไม่ทำให้ตกใจเท่ากับประสบการณ์ตรงในการลงชุมชนพูดคุยกับกลุ่มผู้หญิงชาวบ้านในจังหวัดภาคเหนือตอนบนที่มีสถิติการฆ่าตัวตายสูงติดอันดับของประเทศเช่นกัน กลุ่มผู้หญิงหยิบยกกรณีการฆ่าตัวตายของผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาอภิปรายว่า มีสาเหตุจากปัญหาหนี้สินรุมเร้า

          ที่น่าประหลาดใจคือ เธอเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว และมีครอบครัวอบอุ่นในความหมายเดิมที่สังคมคาดหวัง คือมีสามีที่รับผิดชอบ มีลูก 2 คนตามอุดมคติของครอบครัวยุคนี้ สามีเป็นผู้หารายได้หลักเข้าบ้านให้เธอบริหารจัดการทั้งหมด ทั้งค่าใช้จ่ายของลูก สามี ญาติของตัวเองและสามี ค่าใช้จ่ายทางสังคมอื่นๆ เพียงแต่เมื่อถึงคราวที่การบริหารไม่เป็นตามที่วางแผนไว้ เธอต้องรับหน้าที่ในการแก้สถานการณ์เพียงลำพัง เพราะสามีได้ทำหน้าที่ครบถ้วนแล้ว การเอ่ยปากว่าเงินไม่พอใช้ ทำให้ถูกตำหนิและต่อว่าทุกครั้งว่าไร้ความสามารถในการบริหารจัดการ ดังนั้น ทางเลือกเดียวทีเหลือคือการกู้เงินนอกระบบ 

          เรื่องราวของผู้หญิงชาวบ้านคนนี้ทำให้เราต้องพลิกมุมคิดเมื่อผู้ชายหลายคนมักพูดติดตลกว่าตนเคารพผู้หญิงและสิทธิสตรี เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ภรรยาเป็นคนจัดการหมด ตัวเองไม่ได้มีสิทธิแต่อย่างใด เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องขำขันชวนหัวอีกต่อไป แต่เป็นกับดักที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างหลงติดกับภาพมายาและความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับบทบาทตายตัวของแต่ละเพศ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็คือการกีดกันคนเพศหนึ่งออกจากการเรียนรู้ หรือเก็บรับประสบการณ์บางอย่าง ถือเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมง่ายๆ เช่น ผู้ชายมักถูกตำหนิเมื่อร้องไห้ หรือเมื่อเข้ากลุ่มผู้ชายด้วยกัน ก็มีข้อห้ามที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่าอ่อนโยนไม่ได้ เป็นต้น

          กรมสุขภาพจิตได้ออกมาแนะนำให้คนในครอบครัวดูแลกันเพื่อบรรเทาความร้ายแรงของปัญหาการฆ่าตัวตาย แต่คำแนะนำเช่นนี้ยังขาดพลังที่เพียงพอจะแก้ปัญหาได้ การดูแลกันภายในครอบครัวจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อสังคมสลายบทบาททางเพศออกให้หมด และยังต้องขจัดภาพมายาเกี่ยวกับครอบครัวอีกด้วย ภาพใหม่ของครอบครัวในยุคนี้ ต้องเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ร่วมกันแก้ไขในสิ่งที่พลาด  มากกว่าการอุปโลกน์ว่าเป็นพื้นที่สมบูรณ์แบบ ที่มีกติกาตายตัว เช่น ครอบครัวอบอุ่นต้องประกอบด้วยพ่อแม่ลูก ซึ่งมีผู้หญิงและผู้ชายหลายคนต้องทนทุกข์กับการใช้ชีวิตคู่โดยปราศจากทายาท ต้องทนต่อการกดดันของคนรอบข้างด้วยคำถามสั้นๆ ว่า “เมื่อไรจะมีลูก”

          ครอบครัวในความหมายแบบเก่านอกจากจะไม่สามารถตอบโจทย์ของชีวิตได้แล้ว ยังสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมาอีก  ความคาดหวังในครอบครัวที่อบอุ่น ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ทำให้ผู้หญิงชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งผิดหวังอย่างแรง เพราะครอบครัวกลายเป็นพื้นที่อ้างว้างและโดดเดี่ยวที่สุด หากความโดดเดี่ยว และรู้สึกไร้ค่าเกิดขึ้นในมหานครใหญ่ๆ ที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูงอย่างญี่ปุ่น เราคงไม่แปลกใจเมื่อได้รับรู้ว่าสถิติการฆ่าตัวตายนั้นสูงมาก แต่เมื่อความโดดเดี่ยวเกิดขึ้นอย่างผิดที่ผิดทางในความคิดของคนส่วนใหญ่ เพราะไปเกิดในครอบครัวชนบทแห่งหนึ่งของประเทศไทย กลับเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อ และทำใจยอมรับได้ เราไม่เคยมีภาพด้านลบของครอบครัว และชนบท จนไม่มีใครกล้าคิดว่าครอบครัวชนบทที่ประกอบด้วยพ่อแม่และลูกจะสร้างความโดดเดี่ยวได้เพียงนี้

          เช่นเดียวกัน การทำความเข้าใจค่านิยมและบทบาทตายตัวที่สังคมมอบให้กับผู้หญิงและผู้ชายว่าเป็นสาเหตุที่โดดเดี่ยวผู้คนออกจากกัน จนทำให้ผู้หญิงหรือผู้ชายตัดสินใจฆ่าตัวตายเพียงลำพังคงเข้าใจได้ยากกว่าการกล่าวโทษราคาน้ำมัน สินค้าราคาแพง หรือพูดรวมๆ ว่าปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งง่ายที่จะเชื่อเสียจนเพียงหลับตาก็เห็นภาพ แม้จะเป็นแค่ภาพลวงตาก็ตาม จึงอยู่ที่คนในสังคมนี้ว่าจะเลือกอยู่กับภาพลวงตา หรือจะยอมรับกันจริงๆ จังๆ ว่า วัฒนธรรมและค่านิยมในสังคมไทยบางอย่างก็มีความบกพร่อง  

          การปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์ระยะยาวนั้น กรมสุขภาพจิตอาจต้องขึ้นบัญชีดำค่านิยมบางประการในฐานะปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียสุขภาพจิต 

(บทความคอลัมน์เสียงสตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่  8 ธันวาคม 2550)

จดหมายข่าว สคส.

ปฏิทินกิจกรรม

  • No upcoming events available