การทำแท้งทั่วโลก … จากกฎหมายถึงระบบบริการสุขภาพ
กับความเป็นจริงในชีวิตของผู้หญิง

 

 

 

ประิเทศเนเธอร์แลนด์

ก่อนปี 2524

กฎหมาย
เกี่ยวกับการทำแท้ง
การทำแท้งผิดกฎหมายทุกกรณี ยกเว้นถ้าตั้งท้องต่อแล้วจะเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้หญิง แต่ไม่ค่อยมีการบังคับใช้
ระบบบริการ - มีบริการทำแท้งในคลินิกองค์กรพัฒนาเอกชน และโรงพยาบาลเพราะเนเธอร์แลนด์ให้ความสำคัญกับการวางแผนครอบครัว
ผลกระทบต่อผู้หญิง - ผู้หญิงไม่ค่อยได้รับผลกระทบ ยกเว้นผู้หญิงในพื้นที่ห่างไกล

 

ปี 2524

กฎหมาย
เกี่ยวกับการทำแท้ง
กฎหมายระบุให้ทำแท้งได้ภายในอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ถ้าการตั้งท้องนั้น
  1. เป็นอันตรายต่อสุขภาพกายและจิตของหญิง
  2. เป็นอันตรายต่อชีวิตของหญิง
  3. ถูกข่มขืนหรือท้องกับคนร่วมสายเลือด
  4. ตัวอ่อนผิดปกติ
  5. มีปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม
โดยมีเงื่อนไขว่าผู้หญิงต้องได้รับคำปรึกษาก่อน และรออีก 5 วัน จึงจะทำแท้งได้ และต้องทำแท้งในโรงพยาบาลหรือคลินิกที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และการทำแท้งอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ระบบบริการ - มีสถานบริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน แพร่หลาย

- มีบริการปรึกษาก่อนและหลังทำแท้ง ให้ข้อมูลและแจกอุปกรณ์คุมกำเนิด

- รัฐออกค่าใช้จ่ายให้ผ่านระบบประกันสุขภาพ
ผลกระทบต่อผู้หญิง - ผู้หญิงเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ทั้งก่อนและหลังทำแท้ง

- ผู้หญิงยากจนสามารถเข้าถึงบริการได้ เพราะรัฐบาลออกค่าใช้จ่ายให้ผ่านทางหลักประกันสุขภาพ

- ผู้หญิงส่วนใหญ่จึงทำแท้งในช่วงอายุครรภ์น้อยๆ เพราะการทำแท้งถูกกฎหมาย

- ปี 2533 อัตราการทำแท้งในเนเธอร์แลนด์ต่ำที่สุดในโลก คือ ในจำนวนผู้หญิงอายุ 15-44 ปี 1,000 คน จะมีผู้หญิงทำแท้งเพียง 5 คน

- ผู้หญิงจำนวนมากจากประเทศใกล้เคียงเดินทางมาทำแท้งที่เนเธอร์แลนด์ ปี 2527 มีการทำแท้ง 43,200 ราย กว่าครึ่ง (24,500 ราย) เป็นชาวต่างชาติ

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------

ประิเทศเวียดนาม

ก่อนปี 2532

กฎหมาย
เกี่ยวกับการทำแท้ง
ไม่มีกฎหมายระบุเรื่องทำแท้งโดยเฉพาะ แต่รัฐบาลไม่มีนโยบายลงโทษคนที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง
ระบบบริการ - มีบริการทำแท้งในสถานพยาบาลรัฐ แต่ระบบสาธารณสุขไม่ได้มาตรฐาน ไม่ทั่วถึง
ผลกระทบต่อผู้หญิง - อัตราการเสียชีวิตของหญิงตั้งครรภ์สูง เนื่องจากการทำแท้งไม่ได้มาตรฐาน ส่วนมากเกิดในชนบท ไม่ได้ทำโดยแพทย์

 

ปี 2532

กฎหมาย
เกี่ยวกับการทำแท้ง
กฎหมายคุ้มครองสุขภาพประชาชนระบุว่าผู้หญิงมีสิทธิทำแท้ง ในกรณีที่
  1. เป็นอันตรายต่อชีวิตผู้หญิง
  2. เป็นอันตรายต่อสุขภาพกายและจิต
  3. ถูกข่มขืนหรือท้องกับคนร่วมสายเลือด
  4. ตัวอ่อนผิดปกติ
  5. มีปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม
โดยมีเงื่อนไขว่าการทำแท้งต้องทำโดยแพทย์
ระบบบริการ -ระบบสาธารณสุขยังไม่กระจายทั่วถึง โดยเฉพาะในชนบท

-รัฐจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอต่อการอบรมบุคลากรการแพทย์ให้ทำแท้งอย่างปลอดภัย
ผลกระทบต่อผู้หญิง - การเสียชีวิตของหญิงตั้งครรภ์ลดลง

- อัตราเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้ง ยังสูง เพราะระบบสาธารณสุขยังไม่ได้มาตรฐาน บุคลากรการแพทย์ได้รับการอบรมไม่เพียงพอกับความต้องการ

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------

ประิเทศกัมพูชา

ก่อนปี 2540

กฎหมาย
เกี่ยวกับการทำแท้ง
กฎหมายมีข้อยกเว้นให้ทำแท้งได้ ถ้าท้องนั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตของหญิง แต่ในทางปฏิบัติการทำแท้งเกิดขึ้นทั่วไป
ระบบบริการ - สถานพยาบาลไม่เพียงพอ ไม่ได้มาตรฐาน เจ้าหน้าที่ไม่ได้รับการอบรม

- ไม่มีแนวปฏิบัติชัดเจน
ผลกระทบต่อผู้หญิง - การทำแท้งไม่ปลอดภัยเป็นสาเหตุการตายของหญิงตั้งครรภ์สูงถึง 33%

- ผู้หญิงส่วนใหญ่ทำแท้งกับเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ผ่านการอบรม

 

ปี 2540

กฎหมาย
เกี่ยวกับการทำแท้ง
กฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งได้โดยไม่มีข้อยกเว้นในช่วงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ถ้าเกินจากนี้ทำได้ในกรณีที่ ถูกข่มขืนหรือท้องกับคนร่วมสายเลือด เป็นอันตรายต่อชีวิตของหญิงและตัวอ่อนผิดปกติ หรือมีแนวโน้มจะเป็นโรคร้ายแรง มีเงื่อนไขว่าต้องทำในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนที่รับรองโดยกระทรวงสาธารณสุข
ระบบบริการ - สถานพยาบาลยังไม่เพียงพอ ไม่ได้มาตรฐาน

- เจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมไม่เพียงพอ
ผลกระทบต่อผู้หญิง - ปี 2548 การทำแท้งในสถานพยาบาลรัฐยังมีเพียง 11% และปีเดียวกัน คาดว่ามีผู้หญิงบาดเจ็บจากการทำแท้งไม่ปลอดภัย 15,952 ราย

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------

ประิเทศเนปาล

ก่อนปี 2545

กฎหมาย
เกี่ยวกับการทำแท้ง
การทำแท้งถือว่าผิดกฎหมายในทุกกรณี คนที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้งทุกคนต้องรับโทษ
ระบบบริการ - รัฐไม่มีบริการทำแท้ง
ผลกระทบต่อผู้หญิง - หญิงตั้งครรภ์ที่เสียชีวิต ครึ่งหนึ่งเป็นเพราะทำแท้งไม่ปลอดภัย

- ผู้หญิงที่มาโรงพยาบาล 60% เป็นเพราะบาดเจ็บจากทำแท้ง

- ผู้หญิงที่ทำแท้งมีโทษจำคุก บางคนถูกจำคุกตลอดชีวิต ในขณะที่ผู้ชายมักไม่ได้รับโทษ

 

ปี 2545

กฎหมาย
เกี่ยวกับการทำแท้ง
กฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งได้ในช่วงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ แต่ถ้าถูกข่มขืนหรือท้องกับคนร่วมสายเลือด ให้ทำแท้งได้ถึงอายุครรภ์ 18 สัปดาห์ และทำแท้งได้ทุกอายุครรภ์ถ้าเป็นอันตรายต่อชีวิตของหญิงและตัวอ่อนผิดปกติ
ระบบบริการ - สถานพยาบาลยังไม่เพียงพอ

- หมอส่วนใหญ่ยังปฏิเสธไม่ให้บริการ
ผลกระทบต่อผู้หญิง - อัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงตั้งครรภ์ลดลงในผู้หญิงบางกลุ่ม

- ผู้หญิงยากจนยังไม่ได้รับบริการ เพราะไม่มีเงินและรัฐยังไม่ได้จัดให้มีบริการทำแท้งอย่างทั่วถึง

- ผู้หญิงส่วนมากยังไม่รู้ว่ามีกฎหมายใหม่

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------

ประิเทศไทย

ก่อนปี 2548

กฎหมาย
เกี่ยวกับการทำแท้ง
กฎหมายอาญา มาตรา 301-305 กำหนดว่าการทำแท้งผิดกฎหมาย มีข้อยกเว้น คือ ทำโดยแพทย์ ผู้หญิงยินยอม และถ้าการตั้งท้องนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพของหญิง หรือเป็นผลจากการกระทำความผิดอาญาตามมาตรา 276 (ข่มขืน) 277 (การมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอายุไม่เกิน 15 และ 13 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ 282-284 (หญิงที่ท้องจากการค้าประเวณี ไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม)
ระบบบริการ - ระบบสาธารณสุขไทยค่อนข้างมีคุณภาพ แต่แพทย์มักปฏิเสธการทำแท้งแม้จะได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย
ผลกระทบต่อผู้หญิง - ผู้หญิงที่สามารถทำแท้งได้ตามกฎหมาย เช่น ถูกข่มขืน อันตรายต่อสุขภาพหญิง ส่วนหนึ่งไม่ได้รับบริการ และต้องตั้งท้องต่อจนคลอด หรือได้รับบริการช้า

- ผู้หญิงส่วนหนึ่งทำแท้งไม่ปลอดภัย และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิต

- ผู้หญิงที่ไม่เงิน ต้องตั้งท้องต่อไป ส่วนหนึ่งทำแท้งเอง ส่วนหนึ่งคลอดแล้วทิ้งลูก ลาออกจากโรงเรียน ถูกให้ออกจากงาน โดยเฉพาะผู้หญิงโรงงาน

- เป็นการยากที่จะมีสถิติการทำแท้งที่สมบูรณ์ เพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ป่วยแท้งในโรงพยาบาลรัฐ 134 แห่ง โดยกรมอนามัยในปี 2542 พบว่าในจำนวนการแท้งทั้งหมด 40.4% เป็นการตั้งใจทำแท้ง

 

ปี 2548

กฎหมาย
เกี่ยวกับการทำแท้ง
มีการประกาศข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2548 เป็นแนวปฏิบัติของแพทย์ที่กำหนดขั้นตอนอย่างละเอียด และระบุว่าผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์และได้ทำตามข้อบังคับนี้ถือว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายอาญา มาตรา 305 ข้อบังคับนี้ตีความ “สุขภาพ” ให้ชัดเจนครอบคลุมสุขภาพกายและจิต ผู้หญิงจึงทำแท้งได้ถ้า 1) มีปัญหาสุขภาพจิต และมีแพทย์ที่ไม่ได้เป็นผู้ยุติการตั้งครรภ์รับรองให้อย่างน้อย 1 คน 2) มีความเครียดเนื่องจากพบว่าทารกในครรภ์พิการรุนแรง หรือเสี่ยงจะเป็นโรคพันธุกรรมรุนแรง ซึ่งสูตินรีแพทย์ หรือแพทย์ด้านเวชพันธุศาสตร์ได้ตรวจรับรองแล้ว
ระบบบริการ - สถานบริการรัฐส่วนใหญ่มีความพร้อมในการให้บริการทำแท้ง

- แพทย์ส่วนใหญ่ไม่ยอมทำแท้งให้ แม้จะเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายอาญา และข้อบังคับแพทยสภา

- ตำรวจไม่ยอมรับข้อบังคับแพทยสภาแม้จะมีสถานะเป็นกฎหมายเช่นกัน
ผลกระทบต่อผู้หญิง - ผู้หญิงที่สามารถทำแท้งได้ตามกฎหมาย เช่น ถูกข่มขืน อันตรายต่อสุขภาพหญิง ส่วนหนึ่งไม่ได้รับบริการ และต้องตั้งท้องต่อจนคลอด หรือได้รับบริการช้า

- ผู้หญิงยังคงต้องไปทำแท้งไม่ปลอดภัย และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิต

- ผู้หญิงที่ไม่เงิน ต้องตั้งท้องต่อไป บางคนทำแท้งเอง บางคนคลอดแล้วทิ้งลูก บางคนต้องลาออกจากโรงเรียน บางคนถูกให้ออกจากงาน โดยเฉพาะผู้หญิงทำงานโรงงาน

- ยังไม่มีการสำรวจตัวเลขการทำแท้ง

 

แหล่งข้อมูล

  1. From Base to Summit: Abortion Law Reform in Nepal by Melissa Upreti
  2. Abortion Worldwide: Twelve Years of Reform. CRR.
  3. Abortion Policies: A Global Review. 1999 retrieved from www.unpopulation.org on 16 February 2010.
  4. Asia Safe Abortion Partnership. Website http://www.asap-asia.org/country-profile-vietnam.html
  5. สถานการณ์ของการทำแท้งในปัจจุบัน ในการดูแลสุขภาพหญิงเกี่ยวกับการแท้ง

 

 

AttachmentSize
law01.pdf96 KB

จดหมายข่าว สคส.

ปฏิทินกิจกรรม

  • No upcoming events available