รายงานสรุป

การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์

เครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม

10-11 มิถุนายน 2553

โรสการ์เด้น สวนสามพราน นครปฐม

จัดโดย สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.)


บันทึกโดย ณัฐยา บุญภักดี


นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา ประธานเครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม
“แนะนำเครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม”

          เริ่มต้นจากเรื่องปัจจัยทางสังคมที่ส่งผลต่อสุขภาพ (social determinant of health - SDH) ที่ได้รับการลงมติให้เป็นประเด็นที่จะถูกขับเคลื่อนจากนี้ต่อไปในการประชุมประจำปีขององค์การอนามัยโลกกระทรวงสาธารณสุขของประเทศสมาชิกต้องตอบสนอง โดยไทยใช้วิธีการใหม่คือแทนที่กระทรวงสาธารณสุขจะจัดประชุมเรื่องนี้ครั้งสองครั้งมีรายงานออกมาแล้วก็จบ เปลี่ยนเป็นให้สำนักงานสุขภาพ แห่งชาติจัดเวทีพูดคุยกับภาคีภาคประชาชนจนเกิดเป็นเครือข่ายถมช่องว่างทางสังคม ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Social Inequality Reduction Network - SIR Net ซึ่งเป็นการขยายความจากเรื่อง SDH เป็นเรื่องความไม่เป็นธรรมทางสังคม

          เครือข่าย SIR Net ตั้งใจว่าจะไม่วางตัวเป็นเจ้าของเรื่อง แต่จะสร้างเวทีให้หน่วยงานต่างๆที่เป็น เจ้าของเรื่องตัวจริงได้มาสร้างความสัมพันธ์และสานพลังเครือข่าย จึงเกิดเวทีครั้งนี้ซึ่งตั้งใจเชิญหน่วยงานที่ทำงานในประเด็นต่างๆมาให้ความเห็นต่อเรื่องความไม่เป็นธรรม/ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจาก มุมที่แต่ละคนทำงานอยู่ และมาช่วยให้ความเห็นต่อการสร้างแผนยุทธศาสตร์ที่จะใช้เป็นแนวทางเดินไปด้วยกันเพื่อให้เกิด impact ที่ดีต่อประเทศชาติ


ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
“ฉายภาพความไม่เป็นธรรมที่ซุกซ่อนในสังคมไทย”

          ประเด็นสำคัญคือ

    1. ความเหลื่อมล้ำที่มองเห็นนั้นมีโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมซ่อนอยู่ข้างหลัง เช่น ระบบกฎหมาย ระบบเศรษฐกิจ
    2. ความเสมอภาคมีผลต่อการเมือง และการเมืองมีผลต่อความเสมอภาค คือประชาธิปไตยมักเกิดขึ้น ได้และยั่งยืนในสังคมที่มีความเสมอภาค และการเมืองที่ดีจะเสริมสร้างความเสมอภาคด้วย (อ.สม เกียรติบอกว่าประเทศที่มีการกระจายรายได้อย่างเสมอภาคมีแนวโน้มที่จะเป็นประชาธิปไตย มากกว่า)
    3. ความไม่เสมอภาคของโอกาสเกิดจากสิ่งที่รัฐทำ เช่น นโยบายที่ไม่เกิดประโยชน์แก่คนอย่างเสมอหน้า
    4. ความไม่เสมอภาคในทางรายได้ครัวเรือนจะเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพทางการเมือง (ถ้ามีช่อง ว่างทางรายได้เยอะ คนจนเกิดความไม่พอใจ การเมืองที่เน้นประชานิยมจะเข้ามาตอบโจทย์คนจน 1 แต่จะสร้างความไม่พอใจให้คนที่รวยกว่า สุดท้ายเกิดสถานการณ์สองนคราประชาธิปไตย คือคนจน ตั้งรัฐบาล แต่คนรวยล้มรัฐบาล จะเห็นว่าคนจนเป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองโดยเอาประชานิยม มาจูงใจ)

เสวนา “ก้าวย่างที่ผ่านมา สรรค์สร้างความเป็นธรรม” มีประเด็นพูดคุย 3 ข้อ

    1. อะไรคือความไม่เป็นธรรมในมิติที่ท่านทำงานอยู่
    2. องค์กรของท่านได้ขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเป็นธรรมอย่างไรบ้าง
    3. ภาคียุทธศาสตร์ที่องค์กรท่านทำงานด้วยคือใคร

          ผู้ร่วมเสวนา

คุณอุษา เลิศศรีสันทัด มูลนิธิผู้หญิง
“มิติด้านเพศ”

  • ความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากระบบคุณค่าในสังคมด้านมิติความเป็นหญิงชาย ก่อให้เกิดความไม่เป็น ธรรมใน 3 ประเด็นอย่างน้อย คือ
    1. การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เช่น การควบคุมเรื่องเพศของผู้หญิงอย่างเคร่งครัดแต่ไม่ควบคุม เรื่องเพศของผู้ชาย
    2. การเข้าไม่ถึงความยุติธรรม เช่น กรณีของผู้หญิงที่ถูกสามีทุบตีโดยตำรวจปฏิเสธที่จะคุ้มครอง ผู้ หญิงที่ถูกสามีทำร้ายและต่อสู้สามีจนทำให้สามีเสียชีวิตมักไม่ได้รับการคุ้มครองจากกระบวนการ ยุติธรรมโดยถูกตัดสินว่าเป็นการฆ่าสามี
    3. การเข้าไม่ถึงทรัพยากรของสังคม เช่น การเข้าถึงสินเชื่อ เงินกู้ในระบบ

คุณพูลทรัพย์ ตุลาพันธ์ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ
“มิติด้านแรงงาน”

  • ประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบถึง 24 ล้านคน ส่วนหนึ่งก็มาจากกลุ่มชาวนาที่ยากจนอย่างที่คุณ วิฑูรย์พูดถึง           
  • เรามักรู้สึกว่าการมีงานทำน่าจะเป็นสิ่งที่ดีแล้ว แต่เราต้องดูให้ลึกกว่านั้นว่างานนั้นสร้างความเข้มแข็งให้เราหรือเปล่า           
  • คนที่รับงานไปทำที่บ้านเป็นกลุ่มที่ต้องทำงานในจำนวนชั่วโมงที่ยาวนานมาก แต่งานไม่ได้ให้อะไรกับชีวิตเขามากไปกว่าเงินจำนวนเล็กน้อยที่เอาเข้าจริงก็ไม่เพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่มีสวัสดิการดีๆจากนายจ้าง
  • ประเด็นสำคัญคือแรงงานเหล่านี้ไม่ถูกนับเป็นแรงงานตามกฎหมาย จึงไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองทางกฎหมายและสวัสดิการสังคมที่รัฐจัดให้แก่แรงงานทั่วๆไป นึกภาพแม่ค้าหาบเร่แผงลอย มอเตอร์ไซต์รับจ้าง เป็นกลุ่มคนที่ต้องลงทุนในการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวด้วยตนเอง

          เปิดวงเสวนาในหมู่ผู้ฟัง

    • นพ.วิชัย โชควิวัฒน์   พูดถึงการสร้างความเป็นธรรมทางสังคมต้องมีความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นท้าทาย ระบอบทุนนิยมด้วย

    • รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล  &nbsp เสริมว่าและต้องไม่ลืมว่าระบอบทุนนิยมนี้เป็นระบอบทุนนิยมปิตาธิปไตยด้วย เพราะระบบความสัมพันธ์แบบทุนนิยมถูกวางอยู่บนฐานของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในหลากหลาย รูปแบบ

    • ณัฐยา บุญภักดี    ขอเติมในมิติของความเป็นธรรมในเรื่องเพศว่านอกจากเรื่องหญิง-ชายแล้ว การ ทำงานเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคมยังต้องรวมเรื่องความเป็นธรรมสำหรับกลุ่มคนที่มีอัต ลักษณ์ทางเพศแตกต่างหลากหลายทุกกลุ่ม มนุษย์ไม่ควรถูกปิดกั้นโอกาสทางสังคมเศรษฐกิจเพียง เพราะเขามีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากคนกลุ่มใหญ่ของสังคม

    • นักวิชาการจากแผนงานสุขภาวะผู้สูงอายุ    เพิ่มประเด็นของผู้สูงอายุว่ายังคงเผชิญความไม่เป็นธรรม ในหลายๆด้าน เรื่องใหญ่ที่สุดคือการออกแบบนโยบายและระบบบริการต่างๆยังไม่คำนึงถึงกลุ่มคน สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุในกลุ่มที่ยากจน

    • ผศ.นพนันท์ วรรณเทพกุล    เสนอว่าเราน่าจะมองสาเหตุความเหลื่อมล้ำเป็น 2 ส่วน คือ ทุนนิยมโลกและระบบความสัมพันธ์ภายในประเทศ

    • ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์    ขอแลกเปลี่ยนในประเด็นของงานองค์กรคือ สสส. มีงานที่เน้นสร้างความ เป็นธรรมในกลุ่มประชากรเฉพาะ เช่น มุสลิม ผู้หญิง แรงงานนอกระบบแรงงานต่างชาติ เด็กและ เยาวชน นอกนั้นเป็นการทำงานในประเด็นต่างๆ โดยเราเน้นการสร้างต้นแบบ เช่น โรงเรียนต้นแบบ ตำบลต้นแบบ แต่ต้องยอมรับว่าเฉพาะพื้นที่ที่มีความพร้อมจริงๆเขาถึงเป็นต้นแบบได้ แต่พื้นที่ส่วน ใหญ่อยู่ในสถานะลำบากกว่านั้น ซึ่งเรายังเข้าไม่ถึง เราต้องเพิ่มวิธีการทำงานที่จะสามารถเข้าถึง กลุ่ม/พื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากได้มากกว่านี้

    • อรพิน วิมลภูษิต    ในเรื่องของเกษตรพันธะสัญญา (contract farming) เราน่าจะคิดถึงการสร้างทาง เลือกใหม่ๆที่จะทำให้เขาสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเองไม่ต้องเป็นตุ๊กตาล้มลุกที่ขึ้นอยู่กับบริษัทคู่ สัญญา

ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
“ฉายภาพพลังของเครือข่ายเพื่อถมช่องว่างทางสังคม”

  • อยากเสนอ seed for thought ให้ที่ประชุมมากกว่าเสนอหนทางแก้ปัญหา
  • จุดคานงัดที่สำคัญของการทำงานถมช่องว่างความไม่เป็นธรรมทางสังคม คือ

    1. เปลี่ยนมุมมองจากที่เห็นเป็นปัญหาเป็นเห็นโอกาส จากมุ่งหวังความสมานฉันท์ เป็นมุ่งหวัง ความแตกต่างหลากหลาย เปลี่ยนจาก self-pity เป็น self-help
    2. เปลี่ยนวิธีการจากเรียกร้องรัฐ พึ่งพารัฐ มาเป็นพึี่งพาตนเอง (ชุมชน)


ที่จบไปข้างต้นเป็นช่วงของการเติม input ซึ่งในช่วงบ่ายเป็นการระดมความคิดว่าแต่ละคนมองเห็นการทำงานเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคมในวันข้างหน้าเป็นอย่างไร โดยทีมงานจะเก็บรวบรวมไอเดียเหล่านี้ไปสังเคราะห์เป็นร่างแผนยุทธศาสตร์และนำมาพิจารณากันอีกที


คนที่สนใจอยากติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ผู้จัดเค้ายังไม่มีเว็บเฉพาะ คอยติดตามได้จาก facebook ของขาพเจ้า facebook.com/nattaya.boonpakdee ค่ะ


AttachmentSize
sir-net.pdf74.76 KB

จดหมายข่าว สคส.

ปฏิทินกิจกรรม

  • No upcoming events available