เครือข่ายเชิงความคิดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม  

ธัญญา ใจดี

          การทำงานในลักษณะเครือข่ายหรือแนวร่วม เป็นสิ่งที่คนทำงานพัฒนาทั้งภาครัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชนคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะต่างก็ตระหนักว่าปัญหาสังคมหนึ่งๆ มีสาเหตุที่สลับซับซ้อน มีผลกระทบที่ลึกซึ้งและกว้างขวาง ดังนั้นจึงเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและหลายสาขาวิชาชีพ ไม่มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่มีศักยภาพในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหนึ่งๆ ได้ทุกด้านอย่างเบ็ดเสร็จ การทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาจึงเป็นแนวทางที่สร้างพลังและความรวดเร็วในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม เครือข่ายต่างๆ มักถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ่อยครั้งว่าเป็นเครือข่ายเทียม คือเป็นแต่เพียงกลุ่มองค์กรจำนวนหนึ่งที่เมื่อถึงเวลาก็จะมาพบปะกันสักครั้ง แต่ไม่ได้สานกันเป็นข่ายอย่างเหนียวแน่น หรือขาดการส่งต่องานอย่างเป็นระบบ เราจึงพบเห็นเครือข่ายสารพัดข่ายในบ้านเราที่หลงเหลืออยู่เพียงแค่ชื่อแต่ไร้กิจกรรม และไม่สามารถบรรลุเจตนารมณ์แรกตั้งเครือข่ายได้  

         ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่มีภาพด้านลบของ “แนวร่วม” หรือ “เครือข่าย” อยู่ในใจมานาน เมื่อได้มีโอกาสไปสังเกตการณ์การประชุมประจำปีของแนวร่วมป้องกันและยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กของจังหวัดขอนแก่น จึงได้เริ่มเรียนรู้กระบวนการทำงานของเครือข่าย และปัจจัยที่ทำให้เครือข่ายสลายไปหรืออยู่รอดได้ และปัจจัยที่ทำให้เครือข่ายเข้มแข็งหรืออ่อนแอ

         แนวร่วมนี้มีจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยเชิงปฏิบัติการด้านการเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังป้องกันและยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กในจังหวัดขอนแก่น ของศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2545 ซึ่งเป็นการวิจัยเจาะลึกในระดับอำเภอ ในตอนนั้น มีองค์กรพันธมิตรร่วมอุดมการณ์อยู่ประมาณ 57 องค์กร เช่น โรงพยาบาล หน่วยงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม หน่วยงานด้านการศึกษา หน่วยงานกระบวนการยุติธรรม องค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มประชาสังคมในพื้นที่ อาทิ สื่อมวลชนและภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ ปัจจุบันแนวร่วมได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวางครอบคลุมองค์กรต่างๆ ถึง 148 องค์กร และมีแนวโน้มว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี

         ห้าปีนับจากตั้งแนวร่วมนี้ ได้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับร้อยองค์กร แสดงถึงการมีกิจกรรมหล่อเลี้ยงแนวร่วมให้ยังคงจดจำอุดมการณ์ร่วมกันได้ อาทิ มีการประชุมสัญจรทุกเดือนในหน่วยงานที่เป็นสมาชิกแนวร่วม มีการจัดกิจกรรมในวันรณรงค์ยุติความรุนแรงทุกปี มีจดหมายข่าวรายสามเดือนเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างสมาชิกของแนวร่วม และยังใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารไปถึงคนภายนอกด้วย ที่กล่าวเช่นนั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะบอกว่าแนวร่วมป้องกันและยุติความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิงที่ขอนแก่นมีความเข้มแข็งมากกว่าแนวร่วมหรือเครือข่ายอื่น เพียงแต่มีสัญญาณที่บ่งบอกว่าเริ่มมีพัฒนาการก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง

         เมื่อแรกดำเนินงาน แนวร่วมเริ่มจากทำงานร่วมกับศูนย์พึ่งได้ (One Stop Crisis Center – OSCC) ที่ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ถูกกระทำรุนแรง ซึ่งเป็นการจับรูปธรรมของความรุนแรงมาตีแผ่ให้เห็นว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริงในสังคม มีผู้ได้รับผลกระทบทางร่างกายและจิตใจอยู่จริง จนสามารถดึงองค์กรต่างๆ เข้ามาเป็นแนวร่วมได้จำนวนมาก และนำไปสู่การจัดการเชิงระบบเพื่อรองรับปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก เช่น การประสานอย่างใกล้ชิดระหว่างตำรวจกับศูนย์พึ่งได้ ในกรณีเกิดเหตุความรุนแรงทางเพศ เพื่อให้ผู้หญิงได้รับบริการที่มีความละเอียดอ่อนต่อสถานการณ์ปัญหาที่ผู้หญิงประสบ

         ในปีนี้ แนวร่วมเริ่มก้าวออกจากการจับเจ่าอยู่กับปัญหาในระดับผิวเผิน และลงสู่ระดับลึกถึงรากของปัญหา เพราะไฮไลท์ของการประชุมประจำปีครั้งนี้อยู่ที่บทบาทของสื่อในการเสนอข่าวความรุนแรง ในที่ประชุมจึงมีการอภิปรายถึงการนำเสนอภาพและเนื้อข่าวของผู้หญิงและเด็กที่ถูกกระทำทางเพศอย่างไม่เหมาะสม และยังมีการตั้งคำถามกับจริยธรรมของสื่อมวลชน เป็นต้น ทำให้มีโอกาสได้เห็นตัวแทนสื่อประเภทต่างๆ ทั้งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์มาร่วมพูดคุยและสะท้อนความคิดเห็นของตนในประเด็นความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ที่น่าสนใจคือสื่อได้เริ่มวิพากษ์ตนเองว่าบางครั้งก็ติดกับดักระบบคิดเรื่องเพศในสังคมที่กำหนดมาตรฐานทางเพศสำหรับผู้หญิงและผู้ชายไว้แตกต่างกัน เช่น การกำหนดว่าผู้หญิงต้องรักษาความบริสุทธิ์ ผู้ชายต้องสะสมประสบการณ์ทางเพศ ทำให้สังคมและสื่อเองมองว่าผู้หญิงมีหน้าที่ที่ต้องรักนวลสงวนตัว อีกทั้ง ความพยายามทำให้สื่อของตนเป็นที่สนใจโดยการล้อตามค่านิยมเรื่องเพศของสังคมก็เป็นม่านบังตาสื่อ ทำให้มองไม่เห็นว่าสิ่งที่เสนอไปจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อสังคม

         การพูดคุยในลักษณะนี้ทำให้หลายคนเริ่มมองว่าตัวการใหญ่ที่ทำให้เกิดปัญหาความรุนแรงทางเพศไม่ใช่สื่อ แต่คือค่านิยมเรื่องเพศที่บ่มเพาะความรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น การมองว่าหากผู้หญิงแต่งตัวโป๊แล้วถูกข่มขืนก็เป็นเรื่องสมน้ำหน้าหรือสมควรแล้ว เป็นต้น การพูดคุยกันอย่างกัลยาณมิตรในวันนั้นทำให้สมาชิกแนวร่วมท่านหนึ่งกล่าวว่า “เราต่างอยู่ในปรากฏการณ์เหยื่อล่าเหยื่อ” สื่อเองก็ตกเป็นเหยื่อของค่านิยมที่บ่มเพาะความรุนแรง ส่งผลให้ผู้ได้รับความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ถูกข่มขืน หรือถูกทำร้ายจากคนรอบข้าง ตกเป็นเหยื่ออีกชั้นหนึ่งจากการเสนอข่าวของสื่อ อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมก็ได้ให้ข้อคิดว่าเมื่อสื่อมีอิทธิพลต่อสังคม และสังคมก็มีอิทธิพลต่อสื่อดังนี้แล้ว สื่อก็ควรลุกขึ้นสู้กับอิทธิพลหรือค่านิยมที่นำไปสู่ความรุนแรงในสังคม โดยการสอดแทรกแนวคิดสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาคทางเพศ เพื่อป้องกันความรุนแรง แต่การปวารณาตัวเป็นคานงัดค่านิยมของสังคมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสื่อมองเห็นความสามารถของตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการใส่สีสันให้แก่ข่าว หรือเสนอภาพที่ไม่เหมาะสมเพื่อเรียกลูกค้าบางกลุ่ม

         ก้าวต่อไปของแนวร่วมคือการเสริมแนวคิดเข้าไปในการทำงาน เพราะขณะนี้มีโครงสร้างการทำงานที่รองรับอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะทำให้กลไกนี้ทำงานไปในทิศทางที่ถูกต้องคือแนวคิดที่ชี้นำและกำหนดท่าทีของคนทำงานในหน่วยงานต่างๆ ที่มาร่วมกันเป็นแนวร่วมหรือเครือข่าย และไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้พูดคุย แสดงความเห็นและตั้งคำถามว่าอะไรคือรากเหง้าที่แท้จริงของความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงทางเพศ ค่านิยมหรือวัฒนธรรมความเชื่อใดบ้าง และเราจะขจัดค่านิยมความเชื่อเหล่านั้นได้อย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คนทำงานในเครือข่ายสามารถวิพากษ์ค่านิยมที่สร้างความรุนแรงได้ และเมื่อใดที่เครือข่ายสามารถแยกแยะระหว่างการกระทำกับการให้คุณค่าด้านบวกและลบได้ ก็จะสามารถมองเห็นได้ว่า การที่ผู้หญิงแต่งตัวเปิดเผยเกินกว่าที่สังคมกำหนดก็ไม่ใช่สาเหตุที่จะผลักให้เธอตกไปอยู่ในความรุนแรงทางเพศ

         ผู้เขียนจึงเกิดความประทับใจว่า แม้ว่าการที่เครือข่ายจะสลายไปหรืออยู่รอดได้เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับการมีกิจกรรมทำร่วมกัน แต่การทำงานในลักษณะเครือข่ายให้เข้มแข็งและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้เกิดในสังคมก็ไม่ได้สำคัญที่การเคลื่อนไหวในแง่การทำกิจกรรมเท่านั้น สิ่งที่เป็นหัวใจยังได้แก่การทำงานเชิงแนวคิดกับสมาชิกเครือข่ายเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวเชิงความคิดและปัญญาด้วย ซึ่งหมายความว่าเครือข่ายควรมีกิจกรรมที่เสริมสร้างศักยภาพในการคิดและวิเคราะห์ให้แก่ตัวคนทำงานในองค์กรต่างๆ ที่เป็นสมาชิกเครือข่าย เพื่อที่จะมีชุดวิธีคิดบางอย่างร่วมกันและเป็นชุดวิธีคิดที่มีประโยชน์ สามารถนำมาใช้ช่วยวิเคราะห์ปัญหาและคิดค้นแนวทางทำงานแบบที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งแน่นอนว่าการสร้างวัฒนธรรมการวิพากษ์ตนเองโดยไม่ยึดติดอัตตาอย่างที่สื่อมวลชนบางท่านลุกขึ้นทำให้เห็นในที่ประชุมประจำปีของแนวร่วมป้องกันและยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กของจังหวัดขอนแก่น เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ต้องยกย่องเพราะด้วยวัฒนธรรมวิพากษ์ตนเองอย่างมีวุฒิภาวะและวิพากษ์ด้วยเจตนาที่ต้องการยกระดับกระบวนวิธีคิดและกระบวนการทำงานให้สร้างสรรค์แบบนี้ที่จะทำให้ทั้งตนเอง เครือข่าย และสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

 

(บทความคอลัมน์เสียงสตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 27 มกราคม 2550)

 


 

จดหมายข่าว สคส.