ความรุนแรงในครอบครัว
เรื่องใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ลิ้นกับฟัน
ธัญญา ใจดี
เมื่อต้นเดือนมีข่าวภรรยาแทงสามีจนตายและยังตัดอวัยวะเพศอีกด้วย แต่เธอก็ไม่ได้หนีหายไปไหน กลับนั่งรอให้ตำรวจมาจับแต่โดยดีตามข่าวระบุว่าสามีภรรยาคู่นี้อยู่กินกันมานานหลายปี มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน แรกๆ ก็อยู่กันมีความสุขดี แต่หลังๆ สามีเริ่มกินเหล้า และมักจะบังคับร่วมหลับนอนบ่อยครั้ง ถ้าปฏิเสธก็จะถูกซ้อมทุกครั้งไป เป็นเช่นนี้เรื่อยมา จนกระทั่งทนไม่ไหวจนต้องลงมือตอบโต้
เรื่องราวทำนองนี้ พบเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ได้บ่อยครั้ง และผู้หญิงเหล่านี้ก็มักจะมีชะตากรรมเดียวกัน คือ ต้องไปอยู่ในเรือนจำ กลายเป็นนักโทษข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา สะท้อนมุมมองของศาลไทย หรืออาจจะเรียกได้ว่าของคนไทยส่วนใหญ่ก็ว่าได้ อย่างที่เรามักรู้กันดีว่า วิธีแก้ปัญหาจะเป็นตัวตัดสินว่าเรามีมุมมองต่อปัญหานั้นอย่างไร ในกรณีศาลประเทศแคนาดา มีการปฏิวัติมุมมองเรื่องความรุนแรงในครอบครัวมานานถึง 19 ปีแล้ว คือ จะไม่ตัดตอนดูเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่มีการลงมือทำร้ายกันเท่านั้น แต่จะสืบสาวเรื่องราวยาวนานไปตลอดช่วงความสัมพันธ์
ดังนั้น กรณีที่ภรรยาถูกสามีทำร้ายรุนแรงและซ้ำซาก อย่างที่บ้านเรามักมีคำพูดติดตลกว่าเห็นเมียเป็นกระสอบทราย เหมือนกับเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตามประสาลิ้นกับฟันที่ต้องมีกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา จนบ่อยครั้งที่เรามักได้ยินว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความกรณีผัวเมียทำร้ายร่างกายกัน ศาลของแคนาดากลับไม่เห็นว่าเป็นเรื่องตลก แต่นับรวมเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีด้วย ถ้ามีหลักฐานหนักแน่นพอ ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ต้องรับโทษใดๆ แถมไม่มีการบันทึกประวัติเป็นผู้ต้องหาในแฟ้มคดีอาญาอีกด้วย
การที่คนถูกกระทำซ้ำซากลุกขึ้นมาตอบโต้ และนำประวัติการถูกทำร้ายมาใช้ต่อสู้ในชั้นศาลอย่างที่ศาลประเทศแคนาดายอมรับนั้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า battered woman defense เพราะส่วนใหญ่คนที่ถูกทำร้ายจากคู่มักเป็นผู้หญิง ตามหลักการนี้ ผู้เชี่ยวชาญเขาอธิบายไว้ว่า ผู้หญิงมักมีอาการซึมเศร้า ไม่ขอความช่วยเหลือจากคนนอกครอบครัว หรือไม่พาตัวเองออกมาจากความสัมพันธ์ที่รุนแรง อาจเป็นเพราะไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง และมักจะถูกทำให้เชื่อว่าเป็นความผิดของตนเอง สมควรถูกสั่งสอนจากสามี ซึ่งทำให้ปฏิเสธความช่วยเหลือ ไม่ดำเนินคดีฟ้องร้อง หรือบางครั้งก็ถึงกับแสดงอาการก้าวร้าว รุนแรงต่อคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วย อาการเครียดที่เก็บกดไว้นานนี้ ทำให้ขาดความสามารถในการประเมินสิ่งรอบตัว ประมาณว่า “เห็นช้างเท่าหมู” หรือ “บันดาลโทสะ” ได้
หลายประเทศมองปัญหาความรุนแรงในครอบครัวว่าเป็นปัญหาระดับโครงสร้างวิธีคิดของคนในสังคม ไม่มีวันจะแก้ปัญหานี้ได้ ตราบใดที่ยังเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมไม่ได้ ล่าสุด รัฐบาลประเทศอังกฤษถึงกับประกาศนโยบายใหม่ ตั้งใจจะขุดรากถอนโคนปัญหานี้ ด้วยการเริ่มสอนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ (gender equality) กันแบบจริงๆ จังๆ ตั้งแต่ห้าขวบ หรือชั้นอนุบาล เด็กๆ จะถูกสอนว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องเลวร้าย ไม่ปกติ และไม่ควรต้องทนอยู่กับความรุนแรง แต่กว่าจะเริ่มลงมือสอนกันได้ก็ต้องรอไปอีกสองปีเพราะต้องเตรียมฝึกครูให้สอนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและการป้องกันความรุนแรงในครอบครัวได้
ส่วนในประเทศแอฟริกาใต้ ก็เริ่มมีการเรียกร้องให้รัฐบาลจริงจังกับการปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ชายที่มองว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่าและเป็นฝ่ายออกคำสั่ง กระแสการทำงานกับผู้ชายเป็นเรื่องที่มาแรงในสังคมโลก ถึงขนาดองค์การสหประชาชาติมีโครงการเกี่ยวกับการป้องกันความรุนแรงทางเพศ โดยเน้นทำงานกับกลุ่มเป้าหมายผู้ชายเพื่อเปลี่ยนวิธีคิด พยายามปรับค่านิยมทางสังคมที่หล่อหลอมให้ผู้ชายไม่กล้าแสดงอารมณ์อ่อนไหว และอ่อนโยน เมื่อผู้ชายรู้สึกไม่มั่นคง หวาดกลัว หรือรู้สึกถูกท้าทาย อารมณ์เดียวที่ผู้ชายรู้จักก็คือ อารมณ์โกรธ ก้าวร้าว และรุนแรง
สำหรับสังคมบ้านเรา ถนัดการทำงานเยียวยามากกว่าป้องกันปัญหา จึงเกิดศูนย์ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในภาวะวิกฤต ที่ถือเป็นบริการครบวงจร แม้ว่าจะยังไม่สามารถให้บริการได้ตามอุดมคติเสียทีเดียว โดยหลักการของศูนย์นี้ จะเน้นระบบบริการที่มีความละเอียดอ่อน มองว่าเมื่อผู้หญิงถูกกระทำรุนแรงแล้ว ไม่ควรต้องหอบหิ้วสังขารไปรับบริการหลายจุด ตั้งแต่โรงพยาบาล เดินเรื่องจากแผนกผู้ป่วยนอก ไปแผนกนักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยา จากนั้น ก็ไปโรงพัก และไปขึ้นศาล แต่บริการควรจะเป็นมิตรและเข้าใจหัวอกกันบ้าง เลยเกิดบริการครบวงจรที่รวมสหวิชาชีพทั้งหลายไว้ด้วยกัน มาจุดเดียวได้รับบริการครบ ถ้าถูกข่มขืน ก็จะได้รับยาต้านไวรัสเอดส์และยาคุมฉุกเฉินทันที
สิ่งที่บ้านเรายังอ่อนอยู่มากก็คือ การพัฒนาให้คนในกระบวนการยุติธรรมมีหัวใจที่ละเอียดอ่อนต่อประเด็นความรุนแรงทางเพศ โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดในครอบครัว และการขจัดรากเหง้าของปัญหา งานรณรงค์สร้างความตระหนักจึงมักทำกันแบบผิวเผิน และทำระยะสั้นตามเทศกาลวันยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี เช่น เดินขบวน และทำสปอตโฆษณาที่ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อซื้อเวลาออกอากาศ เพียงแค่ให้ได้มีผลงานออกสื่อสาธารณะถ้าเทียบกับการที่ประเทศอังกฤษคิดจะสอนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศตั้งแต่ระดับอนุบาลก็สะท้อนมุมมองและประสิทธิภาพการทำงานที่นับว่ามือคนละชั้นของรัฐบาลสองประเทศนี้แล้ว
(บทความคอลัมน์เสียงสตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2552)

