..ความพยายามที่จะต่อจิ๊กซอภาพเทคโนโลยีสร้างลูกให้เป็นรูปเป็นร่างแล้วทำให้ เริ่มมองเห็นว่าเทคโนโลยีนี้คงไม่ได้มีเพียงด้านเดียวเหมือนที่รับรู้จากสื่อ ผ่านทางประสบการณ์ของคุณวิลลีและเยลหลีซะแล้ว แต่ยังเกี่ยวโยงไปถึงผลกระทบต่อสุขภาพของผู้หญิงที่เข้ารับการรักษาภาวะมี บุตรยากตามคำนิยามของหมอ เรื่องของความเสมอภาคทางเพศระหว่างทารกเพศหญิงเพศ ชาย แถมยังไปพัวพันกับวัฒนธรรมและกฎหมายอีกด้วย ..

 
นโยบายรัฐต้องรองรับมิติที่หลากหลายของเทคโนโลยีสร้างลูก   

 

ธัญญา ใจดี

          เมื่อกลางเดือนที่แล้ว คุณวิลลี่และเยลหลีให้สัมภาษณ์นักข่าวด้วยความตื่นเต้นยินดีว่าประสบความสำเร็จในการไปใช้บริการทำซิฟท์ (Zygote intrafallopian transfer- ZIFT) แถมได้ลูกแฝด กลายเป็นข่าวดีข่าวเด่นของคนวงการบันเทิงที่อยากจะมีลูกแบบกำหนดได้ดังใจนึก คุณวิลลี่อธิบายกับนักข่าวเพียงว่าการทำซิฟท์ไม่เหมือนกับการทำกิฟท์ เพราะเป็นกระบวนการกึ่งธรรมชาติ ได้ยินได้ฟังแล้วก็อดดีใจแทนว่าที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งสองไปด้วยไม่ได้ ที่พยายามจนสมหวังกับการสร้างครอบครัวอบอุ่นในอุดมคติตามความคาดหวังของสังคม แต่ต้องยอมรับว่ายังไม่อิ่มกับข้อมูลที่ได้รับ ทำให้ต้องกลับมาค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์และเว็บบอร์ดต่างๆ

         เว็บบอร์ดที่ไปเจอเข้านี้ คงไม่ผิดนักที่จะเรียกว่าเป็นชุมชนคนมีลูกยากขนาดย่อมๆ ทีเดียว มีทั้งญาติของผู้หญิงที่ต้องการจะมีลูก แต่ไม่ท้องสักที และผู้หญิงที่ผ่านกระบวนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตัวเองอยู่จำนวนมาก  มีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ที่สำคัญได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมานทางกายของผู้หญิงที่ต้องผ่านกระบวนการนี้ อาทิ อาการมดลูกบีบรัดตัว รังไข่บวมน้ำจากการกระตุ้นรังไข่ รวมทั้งการใช้ชีวิตที่ไม่เป็นปกติสุขนักเพราะต้องเตรียมพร้อมไปพบหมอตลอดเวลาทันทีที่หมอติดต่อมา ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่หาไม่ได้จากสื่อมวลชนทั่วไป

 
 
 
 

         ดูเหมือนภาพเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยผลิตลูกนี้จะแจ่มชัดมากขึ้น เมื่อผู้เขียนไปพบว่ามีระเบียบที่ควบคุมการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อยู่เหมือนกัน ได้แก่ประกาศของแพทยสภา เรื่องมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งกำหนดว่าสถานบริการที่จะให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ได้นั้นต้องมีหนังสือรับรองจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย นอกจากนั้นยังกำหนดอีกด้วยว่าการให้บริการแต่ละครั้งต้องมีสูตินรีแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และพยาบาล ร่วมเป็นทีมอยู่ด้วย แถมอย่างน้อยต้องมีห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ห้องผ่าตัดสำหรับเก็บไข่ มีเครื่องมือเตรียมอสุจิ เพาะเลี้ยงตัวอ่อน และที่สำคัญต้องมีอุปกรณ์การกู้ชีวิตที่พร้อมใช้งานเสมอ

         ในประกาศของแพทยสภาฉบับเดียวกันนี้ ยังได้แนบแบบฟอร์มรายงานผลการให้บริการสำหรับให้แต่ละสถานบริการกรอกข้อมูลและจัดส่งให้ราชวิทยาลัยสูฯ อย่างน้อยปีละครั้ง ในแบบฟอร์มนี้กำหนดไว้อย่างละเอียดทีเดียวว่าต้องแจกแจงข้อมูลว่าได้ให้บริการรักษาภาวะมีบุตรยากโดยใช้เทคโนโลีช่วยการเจริญพันธุ์ประเภทใด จำนวนกี่ราย ประสบความสำเร็จกี่ราย ล้มเหลวกี่ราย มีผู้หญิงที่ตั้งท้องนอกมดลูกเท่าไร ทารกมีความผิดปกติหรือไม่ และการตั้งท้องนั้น เป็นการตั้งท้องทารกคนเดียว หรือตั้งท้องแฝดสอง สาม สี่หรือมากกว่านั้น และยังมีช่องให้กรอกอีกมากมายล้วนเป็นศัพท์เทคนิคทางการแพทย์ทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าแบบฟอร์มที่มีประโยชน์นี้ ไม่ได้รับความสนใจจากหมอในการส่งข้อมูลกลับไปยังราชวิทยาลัยสูฯ นัก รวมทั้งกฎกติกาต่างๆ ตามประกาศนี้ก็ยังมีปัญหาในเรื่องการบังคับใช้อย่างจริงจัง ไม่ต่างไปจากกฎหมายอื่นๆ ในบ้านเรา

         เรื่องของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ยังไม่จบลงแค่นี้ แต่ดูเหมือนจะซับซ้อนและเผยให้เห็นมิติที่หลากหลายมากขึ้น เพราะพบว่าขณะนี้มีร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนี้อีก 2 ฉบับ ได้แก่ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ ซึ่งมีเพียงสามมาตราที่พูดถึงเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ และเป็นการเขียนอย่างกว้างๆ ว่าให้เป็นไปตามประกาศของแพทยสภา ส่วนร่างกฎหมายอีกฉบับหนึ่งคือร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ซึ่งเพียงแค่ชื่อก็บ่งบอกเจตนารมณ์ชัดเจน ประมาณว่าผู้หญิงไม่เกี่ยว เด็กสำคัญกว่า ส่วนเนื้อหาของร่างกฎหมายนี้ ก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดของการคุ้มครองสุขภาพของผู้หญิงที่เข้ารับบริการช่วยให้มีลูก อีกทั้งยังมอบอำนาจให้แก่คณะกรรมการที่จะจัดตั้งตามร่างกฎหมายนี้เป็นผู้พิจารณาอนุญาตในการเก็บรักษา วิจัย หรือใช้ประโยชน์จากตัวอ่อน ทั้งๆ ที่ผู้หญิงเป็นเจ้าของไข่ หากไม่มีไข่ของผู้หญิง ก็ไม่มีทางจะมีตัวอ่อนเกิดขึ้นได้

         เมื่อดูลึกไปถึงเส้นทางของร่างกฎหมายคุ้มครองเด็กฯ ก็ยิ่งน่าสนใจ เพราะมีการโต้แย้งกันมากในประเด็นการห้ามคัดเลือกเพศก่อนการฝังตัวของตัวอ่อน โดยฝ่ายสนับสนุนการคัดเลือกเพศได้อธิบายว่าการวินิจฉัยโรคบางโรคจำเป็นต้องตรวจเพศของทารกด้วย ซึ่งเป็นมุมมองของแพทย์ ซึ่งเน้นการควบคุมโรค ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า การคัดเลือกเพศจะทำให้เกิดปัญหาในทางสังคมตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะความไม่สมดุลระหว่างเพศหญิงและเพศชาย โดยยกตัวอย่างกรณีประเทศจีนที่นิยมการมีลูกชายว่า ปัจจุบันเกิดปัญหาขาดแคลนผู้หญิงมากถึงขนาดต้องจ้างชาวต่างชาติมาแต่งงานกับผู้ชายจีน หรือบางครั้งมีการล่อลวงผู้หญิงเวียดนามมาแต่งงานด้วย ทั้งหมดนี้เป็นเพราะรัฐบาลจีนต้องการลดจำนวนประชากร โดยกำหนดให้ผู้หญิงแต่ละคนมีลูกได้คนเดียว ทำให้เกิดการฆ่าทารกเพศหญิงหรือเลือกเพศของทารก จนกลายเป็นปัญหาทุกวันนี้

 

          ความพยายามที่จะต่อจิ๊กซอภาพเทคโนโลยีสร้างลูกให้เป็นรูปเป็นร่างแล้วทำให้เริ่มมองเห็นว่าเทคโนโลยีนี้คงไม่ได้มีเพียงด้านเดียวเหมือนที่รับรู้จากสื่อผ่านทางประสบการณ์ของคุณวิลลีและเยลหลีซะแล้ว แต่ยังเกี่ยวโยงไปถึงผลกระทบต่อสุขภาพของผู้หญิงที่เข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยากตามคำนิยามของหมอ เรื่องของความเสมอภาคทางเพศระหว่างทารกเพศหญิงเพศชาย แถมยังไปพัวพันกับวัฒนธรรมและกฎหมายอีกด้วย

         เมื่อการใช้เทคโนโลยีช่วยให้มีลูกมีมิติที่หลากหลายเช่นนี้ นโยบายของรัฐที่เกี่ยวข้องจึงควรมีความรอบด้าน รับฟังข้อมูลและประสบการณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างเปิดใจ โดยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้บอกเล่าประสบการณ์ของตัวเองทั้งในแง่มุมสุขภาพ และปัญหาอุปสรรคในการรับคำปรึกษาเพื่อช่วยให้มีลูก และมีพื้นที่ให้หมอในการแจกแจงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเสนอแนะกฎ กติกาในการให้บริการที่คุ้มครองผู้รับบริการ ส่วนนักกฎหมายก็สามารถมาให้มุมมองปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดตามมาจากการใช้เทคโนโลยีนี้ และที่สำคัญคนทำงานประเด็นผู้หญิง ก็จะได้เติมมุมมองที่ขาดหายไป ในประเด็นการคุ้มครองสุขภาพผู้หญิง

         หากทุกฝ่ายได้มาร่วมกันคิด ร่วมกันมองแล้ว สังคมไทยก็จะมีนโยบายคุ้มครองสุขภาพที่รอบด้านและนำไปปฏิบัติได้จริง หมอเองก็จะสะดวกสบายใจกับแนวทางที่ชัดเจนขึ้น สามารถกรอกแบบฟอร์มการดำเนินงานส่งไปยังราชวิทยาลัยสูฯ ได้อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลเชิงสถิติที่สำคัญชิ้นหนึ่งของประเทศทีเดียว และท้ายที่สุดผู้บริโภคเองก็จะได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง

 
(บทความคอลัมน์เสียงสตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2549)
 


 

จดหมายข่าว สคส.

ปฏิทินกิจกรรม

  • No upcoming events available