ร่างกายผู้หญิงภายใต้วิทยาศาสตร์กระแสหลัก
 
ธัญญา ใจดี

          นับตั้งแต่เด็กหลอดแก้วคนแรกลืมตาออกมาดูโลกเมื่อปี 2521 จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 28 ปีแล้ว ในช่วงนี้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในประเทศไทยเองก็มีศูนย์การแพทย์ทั้งรัฐบาลและเอกชนที่ให้บริการผู้มีบุตรยากเพิ่มมากขึ้น นัยว่าเพื่อช่วยผู้หญิงที่ทำอย่างไรก็ไม่ท้องสักทีให้ท้องได้ดังใจ แถมยังมีบริการเลือกเพศของลูกให้ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดทีชื่อพรีอิมแพลนเทชัน เจเนติก ไดแอกนอซิส (pre-implantation genetic diagnosis) หรือเรียกย่อๆ ว่า พีจีดี (PGD) ข้อมูลที่ได้รับล้วนมีแต่เรื่องดีๆ ชวนให้ปลื้มใจไปกับเทคโนโลยีในวันนี้

          ความคิดเห็นต่อเรื่องเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ของกลุ่มผู้หญิงเองก็แบ่งออกเป็นสองแนวคิด แนวคิดหนึ่งมองว่าเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์เป็นการปลดปล่อยผู้หญิงจากข้อจำกัดต่างๆ เช่น ผู้หญิงที่ไม่ต้องการแต่งงาน ไม่ต้องการใกล้ชิดและมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย แต่ต้องการมีลูกก็สามารถหาทางออกให้กับตัวเองได้ หรือผู้หญิงที่ยังสนุกกับการทำงานก็สามารถนำไข่และอสุจิของตัวเองและสามีไปผสมจนได้ตัวอ่อนและแช่แข็งไว้ สำหรับวันเวลาที่พร้อมจะมีลูกในอนาคต

          ส่วนอีกฟากหนึ่งมองว่า เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ อาทิ การผสมเทียมที่เป็นการฉีดอสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง การทำเด็กหลอดแก้วที่ต้องนำอสุจิและไข่มาผสมกันในหลอดแก้ว รอจนตัวอ่อนแบ่งตัวระยะหนึ่ง แล้วจึงนำกลับไปฝังตัวในมดลูก หรือการทำกิฟท์ที่ต้องนำไข่และอสุจิมาผสมกันข้างนอกและนำกลับเข้าไปในท่อนำไข่ทันที ทุกวิธีการที่กล่าวมานี้จะยิ่งทำให้ผู้หญิงหมดหนทางในการควบคุมและตัดสินใจเกี่ยวกับการตั้งท้องของตัวเอง อีกทั้งยังตอกย้ำค่านิยมดั้งเดิมที่มองว่าการเป็นผู้หญิง เป็นเมียที่สมบูรณ์ ก็ต้องสามารถผลิตทายาทให้สามีหรือพ่อแม่ของสามีหรือของตัวเองก็ตาม นับเป็นการทำเพื่อคนอื่นทั้งนั้น

          แต่ไม่ว่าแนวคิดใดจะสมเหตุสมผลกว่ากัน ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ทุกวันนี้ผู้หญิงถูกให้ข้อมูลด้านเดียวมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องราวความทุกข์ใจของผู้หญิงที่ไม่มีลูก ถูกถ่ายทอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้ผู้หญิงส่วนมากอดคิดไม่ได้ว่าร่างกายเรานี่เองที่ผิดปกติ เป็นสาเหตุทำให้ไม่มีลูกซักที ทั้งๆ ที่สาเหตุของการไม่มีลูกนั้นก็มีปัจจัยมาจากทั้งผู้หญิงและผู้ชายพอๆ กัน ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับความทุกข์ทรมานและผลกระทบที่เกิดกับผู้หญิงที่ต้องเข้าสู่กระบวนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กลับไม่เคยมีการพูดถึงเลย แน่นอนว่าตัวเลขของความล้มเหลวก็ยิ่งไม่เป็นที่เปิดเผยจากศูนย์การแพทย์ที่ให้บริการลักษณะนี้ เรามักรับรู้ได้เองจากคนดังที่ผ่านกระบวนการนี้แล้วล้มเหลว มาพูดให้ฟังในรายการสนทนาต่างๆ เช่นกรณีของคุณอิ่งอ้อยที่ถูกแนะนำให้ทำกิฟท์ (GIFT) ในที่สุดก็สามารถท้องเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี ในกรณีนี้คุณอิ่งอ้อยตกไปอยู่ในกลุ่มของผู้มีบุตรยากตามคำนิยามที่แพทย์มักใช้กัน คือ “ภาวะที่คู่สมรสไม่สามารถตั้งครรภ์เองได้ หลังจากมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอโดยไม่ได้คุมกำเนิด เป็นระยะเวลา 1 ปี” ซึ่งเป็นคำนิยามที่แคบมากในแง่ของระยะเวลา หากยึดคำนิยามนี้เป็นหลัก ผู้หญิงจำนวนมากคงต้องแห่กันไปรับบริการ นำพารายได้มหาศาลให้กับศูนย์การแพทย์เหล่านี้เป็นแน่

         ปัญหาที่ผู้หญิงต้องตัดสินใจบนฐานของข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและไม่ครบถ้วนเกิดขึ้นมานานแล้ว และก็คงจะดำเนินอยู่ต่อไป เพราะรากฐานของวิธีการหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์มองว่าความรู้ที่แท้จริงต้องพิสูจน์ได้ มีความเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซงด้วยอารมณ์ ความรู้สึก และค่านิยม วิทยาศาสตร์จึงปฏิเสธการบันทึกประสบการณ์ของผู้คน โดยเฉพาะประสบการณ์ของผู้หญิง สิ่งที่วิทยาศาสตร์ทำคือศึกษาอวัยวะของมนุษย์เป็นส่วนๆ ไป หมอจึงมองเห็นแต่มดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ คิดแต่ว่าจะจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ใส่ใจในสถานการณ์ชีวิตของผู้หญิงเสียแล้ว ก็ทำให้เราไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ความทุกข์ยากของผู้หญิงที่ต้องผ่านกระบวนการช่วยให้มีลูกด้วยเทคโนโลยี เช่น ผลกระทบจากยากระตุ้นให้ตกไข่ที่อาจทำให้ตกไข่มากเกินไปหรือรังไข่บวมน้ำซึ่งเจ็บปวดมาก  นอกจากนี้ยังอาจมีอาการอีกหลายอย่างตามมา ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์แปรปรวน มดลูกบีบรัดตัว การท้องนอกมดลูก ความเสี่ยงที่จะมีลูกยากในอนาคต และโอกาสจะเป็นมะเร็งรังไข่ที่สูงขึ้น เป็นต้น

         วิทยาศาสตร์ไม่ควรอ้างว่ามีความเป็นกลาง ปราศจากอคติ และค่านิยมใดๆ ในทุกขั้นตอน เพราะอย่างน้อยหัวข้อการวิจัยและการทดลองก็ถูกแทรกแซงโดยวัฒนธรรมและค่านิยมทางสังคม เช่น เหตุใดจึงคิดค้นวิธีการเลือกเพศทารก ถ้าทั้งสองเพศมีคุณค่าเท่ากัน เหตุใดจึงคิดค้นยาเสริมสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย หากไม่มองว่าเรื่องเพศของผู้ชายเป็นเรื่องสำคัญกว่าของผู้หญิง เหตุใดจึงมีการคิดค้นถุงยางอนามัยผู้หญิงขึ้นหลังถุงยางอนามัยผู้ชายหลายปี และไม่ว่าขั้นตอนในการทดลองจะถูกควบคุมให้มีความเป็นกลางมากเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเมื่อเทคโนโลยีต่างๆ ถูกนำมาใช้กับมนุษย์แล้ว ก็คงต้องย้อนกลับไปถึงคำถามแรกของงานวิจัยว่าทำเพื่อใคร และใครได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

         ครั้งหนึ่งเราเคยเชื่อกันว่าเทคโนโลยีอนามัยการเจริญพันธุ์จะช่วยปลดปล่อยผู้หญิง เช่น ยาคุมกำเนิดจะช่วยให้ผู้หญิงสามารถกำหนดได้ว่าตนเองจะมีลูกเมื่อไร กี่คน ห่างกันกี่ปี แต่เมื่อเวลาผ่านไปเริ่มยอมรับกันมากขึ้นว่าเทคโนโลยีไม่ได้ช่วยผู้หญิงเลย ตราบใดที่ระบบคิดเรื่องเพศ และค่านิยมในสังคมยังไม่เปลี่ยนแปลง เราพบอยู่เสมอว่าสามีห้ามภรรยากินยาคุมกำเนิดเพราะกลัวภรรยาจะอ้วน ส่วนตัวเองก็ปฏิเสธไม่ยอมใช้ถุงยางอนามัยอีก ผู้หญิงหลายคนเกิดท้องที่ไม่พร้อมด้วยสาเหตุทำนองนี้ และต้องเดินเข้าคลินิกทำแท้งไปจัดการปัญหา “ของตัวเอง” เป็นต้น ผู้หญิงอยากจะมีลูกกี่คน เมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับสามีและครอบครัวของทั้งตัวเองและสามีจะกำหนด ไม่ใช่กำหนดเองแบบมียาคุมเป็นผู้ช่วยหรือเป็นเครื่องมือ

         เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ภายใต้แนวคิดวิทยาศาสตร์กระแสหลักไม่เพียงช่วยผู้หญิงให้เป็นอิสระอย่างแท้จริงไม่ได้ แต่ยังตัดโอกาสของสังคมที่จะเรียนรู้แก้ไขปัญหาระบบคิดเรื่องเพศ และการให้คุณค่ากับแต่ละเพศต่างกัน รวมทั้งมายาคติเกี่ยวกับการเป็นพ่อเป็นแม่ การมีลูกและครอบครัวที่อบอุ่นตามค่านิยมหลักของสังคม ทำให้ผู้หญิงไม่ได้เรียนรู้ที่จะให้ความหมายแง่บวกกับร่างกายของตัวเอง แตกต่างจากในอดีต หรือแม้กระทั่งสังคมชนบทในปัจจุบัน ที่ชาวบ้านจะอาศัยการบนบานศาลกล่าว หรือใช้ยาสมุนไพรต่างๆ เท่าที่จะหาได้มาเยียวยาจิตใจ เมื่อเวลาผ่านไปยังไงก็ไม่มีลูก ก็จะเริ่มทำใจว่าคงเป็นชะตาชีวิตของตน ไม่มีลูกก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องเหนื่อย และมองร่างกายตัวเองในแง่ดีมากขึ้น

         อาจเป็นเพราะวิทยาศาสตร์กระแสหลักไม่มีพื้นที่ให้กับความทุกข์ยากของผู้หญิง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงตกเป็นเครื่องมือของธุรกิจได้อย่างง่ายดาย คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ที่มีประโยชน์กับคนจำนวนมหาศาล เช่น วัคซีนป้องกันโรคเอดส์ และสารป้องกันการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเชื้อไวรัสเอชไอวี (ไมโครบิไซด์) ต่างได้รับความสนใจเพียงเล็กน้อยจากบริษัทยาขนาดใหญ่ นั่นเป็นเพราะกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ไม่สามารถทำกำไรให้กับบริษัทได้เท่าที่ต้องการ ส่วนเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์สามารถทำรายได้มหาศาล เพราะมีกลุ่มลูกค้าเป็นคนมีรายได้สูง อีกทั้งผู้หญิงก็ถูกกดดันให้ไปใช้บริการได้โดยง่าย จากค่านิยมทางสังคม สามี ครอบครัว และเพื่อนฝูง เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์จึงมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่าการคิดค้นยารักษาโรคเอดส์ที่คนจำนวนมากเฝ้ารอคอย

         ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันกลับมาทบทวนเรื่องค่านิยม วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของเราที่เป็นตัวกำหนดเทคโนโลยีเหล่านี้ เพราะเรามีทางเลือกไม่มากนัก ถ้าไม่บ่มเพาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีความละเอียดอ่อนต่อสถานการณ์ชีวิตของผู้หญิงให้มากขึ้น เราก็ต้องรื้อระบบค่านิยมในสังคมเกี่ยวกับความเป็นแม่ และครอบครัวเสียใหม่ และต้องสร้างความหมายใหม่ว่าการที่แต่งงานแล้วไม่มีลูกนั้นไม่ใช่ปัญหาของผู้หญิง ไม่ใช่ความผิดปกติของผู้หญิง แต่เป็นวิถีชีวิตที่ผู้หญิงสามารถเลือกได้อย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรี

 
 
(บทความคอลัมน์เสียงสตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2549)
 

จดหมายข่าว สคส.

ปฏิทินกิจกรรม

  • No upcoming events available