ธุรกิจยาข้ามชาติ จากอเมริกาถึงประเทศไทย
ธัญญา ใจดี
เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข นายไชยา สะสมทรัพย์ ประกาศว่าจะทบทวนการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาโดยรัฐ หรือที่เรียกกันติดปากว่าการทำซีแอลยา สำหรับยามะเร็ง 4 รายการนั้น กลุ่มคนเล็กๆ โดยเฉพาะเครือข่ายผู้ป่วย ผู้บริโภค และองค์กรพัฒนาเอกชนที่ติดตามประเด็นได้ต่อต้านท่าทีนี้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมายืนยันว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป และไม่เคยบอกว่าจะยกเลิกซีแอลยา เพียงแต่เห็นว่าต้องทบทวน เพราะมีเรื่องไม่ชอบมาพากล ดังนั้น เมื่อเข้ามารับหน้าที่ก็ต้องติดตามและตรวจสอบให้เกิดความรอบคอบ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่หยิบยกเรื่องการทำซีแอลยาโรคเอดส์และโรคหัวใจมาหารืออีก แต่จะหารือในเรื่องของยาสำหรับโรคมะเร็ง 4 รายการที่ถูกทักท้วงเท่านั้น
ก่อนหน้านั้นก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนต้องเดากันไปต่างๆ นาๆ ถึงมือที่มองไม่เห็นในกรณีที่องค์การอนามัยโลกสั่งย้ายนายวิลเลียม อัลดิส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยไปอยู่อินเดีย ทั้งๆ ที่เพิ่งมาอยู่ได้แค่ 16 เดือน ซึ่งปกติจะอยู่กัน 4 ปี จึงจะมีการโยกย้าย คาดเดากันว่าเป็นเพราะเขาเขียนบทความลงใน หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2549 เตือนรัฐบาลไทยให้คิดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเจรจาตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกา เพราะจะทำให้คนไทยต้องใช้ยาแพง ซึ่งกระทบต่อผู้ป่วยไทยหลายล้านคน
จึงนับเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่การตัดสินใจสำคัญอันจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ จะได้ถูกตรวจสอบให้เกิดความรอบคอบ โดยอยู่บนพื้นฐานของการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรมยา ซึ่งผลการศึกษาและข้อมูลทั้งหลายควรได้รับการเปิดเผยเพื่อให้สื่อหรือประชาชนไม่ต้องคาดเดากันไปต่างๆ นาๆ อาจเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า ประชาชนต้องซื้อยาแพงเกินความจำเป็นจริงหรือไม่?
ความจริงข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานั้น ได้ถูกเขียนหรือพูดถึงหลายครั้งนับตั้งแต่มีการแปลหนังสือชื่อ “กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ” แต่น่าจะเป็นการดีหากได้นำมาทบทวนความทรงจำกันอีกรอบในสังคมที่ลืมง่ายเช่นนี้ หนังสือที่เต็มเปี่ยมไปด้วยข้อมูลนี้ เขียนโดยแพทย์หญิงมาเชีย แอนเจลล์ อดีตบรรณาธิการวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ ซึ่งเป็นวารสารวิชาการทางการแพทย์ที่ได้รับยกย่องว่ามีคุณภาพสูงสุดฉบับหนึ่งของโลก เป็นผู้ได้รับการยกย่องว่าทรงอิทธิพลคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เพราะมากด้วยความรู้และจริยธรรม หนังสือเล่มนี้แปลเสร็จและตีพิมพ์ในเดือนมีนาคม 2549 มี น.พ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาโดยรัฐ เป็นบรรณาธิการ
เหตุการณ์ที่กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่มีผลกระทบไปยังประเทศอื่นๆ ที่ซื้อยาจากบริษัทยายักษ์ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกา แพทย์หญิงมาเชีย เปิดเผยความจริงและเหตุการณ์หลายๆ แง่มุม ซึ่งคนนอกวงการอุตสาหกรรมยาไม่มีทางจะได้รับรู้ เช่น การที่บริษัทยาต่างกล่าวอ้างว่า การที่ราคายาแพงนั้นเป็นเพราะต้องลงทุนจำนวนมหาศาลในการค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาใหม่ไม่เป็นความจริง เพราะงานวิจัยแรกเริ่มส่วนใหญ่ที่นำไปสู่การผลิตยาไม่ได้ทำโดยบริษัทยา แต่ทำโดยสถาบันวิจัยในมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็หมายความว่าได้รับเงินอุดหนุนจากภาษีอากรประชาชน บริษัทเหล่าเพียงแต่มาซื้อผลการวิจัยไปในราคาถูกเท่านั้น ส่วนที่กล่าวอ้างว่ายาที่ผลิตขึ้นเป็นยาใหม่นั้น ก็ไม่ใหม่จริง เป็นเพียงการปรับสูตรยาเดิมเพื่อยื่นขอสิทธิบัตรยาใหม่เท่านั้น หลังจากที่สิทธิบัตรยาเดิมใกล้จะหมดอายุลง ซึ่งในอเมริกามีอายุนานถึง 20 ปี
ยิ่งกว่านั้น ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ยังระบุอีกด้วยว่า บริษัทยาใช้เงินจำนวนมหาศาลในการวิ่งเต้นให้นักการเมืองออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทยา เช่น ห้ามการควบคุมราคายาในสหรัฐอเมริกา ทำให้ราคายาแพงมาก จนคนอเมริกันเริ่มรู้กันดีแล้วว่าตัวเองต้องซื้อยาแพงกว่าคนยุโรป และแคนาดา กระทั่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคริพับลิกัน แดน เบอร์ตัน ถึงกับออกมาพูดว่าภรรยาของเขาต้องใช้ยาบำบัดมะเร็งเต้านมที่มีราคาสูงถึงเดือนละ 360 เหรียญ ในขณะที่ยาชนิดนี้วางขายในเยอรมนีด้วยราคาแค่ 60 เหรียญเท่านั้น ทำให้ชาวอเมริกัน 1-2 ล้านคนเลี่ยงไปซื้อยาจากแคนาดาผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทั้งๆ ที่ รัฐสภาได้ออกกฎหมายห้ามบุคคลอื่นนอกจากผู้ผลิตยานำเข้ายาจากต่างประเทศ
บริษัทยาไม่เคยขาดทุน คนอเมริกันใช้เงินไปกับการซื้อยาตามใบสั่งแพทย์ถึงปีละ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยายังมีรายได้สูงมาก บางรายมีรายได้สูงถึง 75 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือ 3,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนความจริงอีกข้อหนึ่งที่ถูกเปิดเผย คือ อุตสาหกรรมยาเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กับการรณรงค์ทางการเมือง เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของพรรคการเมืองในอเมริกา และในประเทศอื่นๆ บริษัทยาใช้เงินครอบงำการทำงานของสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งพยายามกำหนดตัวเลขาธิการ อย. อีกด้วย ด้วยเทคนิคสารพัดของอุตสาหกรรมยา ประชาชนจึงต้องใช้ยาราคาแพงเกินความจำเป็น
ยิ่งกว่านั้น มีหนังสือแปลฉบับใหม่ต่อเนื่องออกมาเรื่อง “อุบายขายโรค กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ (ภาคสอง)” ตีพิมพ์เมื่อ 1 กรกฎาคม 2550 ในหนังสือเล่มนี้เปิดเผยว่าบริษัทยามีกลยุทธการตลาดที่ทำให้คนปกติคิดว่าตัวเองป่วยและต้องพึ่งยา ยกตัวอย่างเช่น นายเฮนรี แกดสเดน ซีอีโอของบริษัทเมอร์ค ได้กล่าวกับนิตยสารฟอร์จูน เมื่อสามสิบปีที่แล้วว่า ตลาดของบริษัทยาถูกจำกัดอยู่แต่กลุ่มคนเจ็บป่วยเท่านั้น และเนื่องในโอกาสที่เขากำลังจะเกษียณอายุก็ได้แนะนำว่าบริษัทเมอร์คควรดูตัวอย่างบริษัทริกเลย์ที่ขายหมากฝรั่งให้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยควรจะ “ขายยาให้แก่ทุกๆ คน” ซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดที่สุดแสนจะปกติและธรรมดามาก เหมือนกับการพยายามทำให้ผู้หญิงเห็นว่าผู้หญิงสวยต้องมีผิวขาว ทำให้มีผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งปรับผิวขาวออกมาขายในท้องตลาดจำนวนมาก รอยเตอร์ส บิสสิเนส อินไซท์ เองถึงกับเสนอรายงานผู้บริหารบริษัทยาว่า หากสามารถสร้างตลาดโรคใหม่ๆ ได้ จะสามารถทำลายสถิติขายยาได้นับพันล้านเหรียญ โดยกลยุทธการขายที่สำคัญคือ ต้องเปลี่ยนวิธีที่ประชาชนมองอาการที่พบบ่อยๆ พูดง่ายๆ ว่าต้องทำให้การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ กลายเป็นโรคที่ต้องรักษา เช่น เดี๋ยวนี้วัยทองถูกบอกว่าเป็นโรค ต้องได้รับการรักษาด้วยยาฮอร์โมน ทั้งๆ ที่แต่ไหนแต่ไร ผู้หญิงเราก็มีชีวิตอยู่มาได้โดยไม่ต้องพึ่งพายาพวกนี้
ส่วนเหตุผลของรัฐบาลใหม่ที่กลัวว่าอเมริกาจะตัดโควต้าการส่งออกของไทย หากมีการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยานั้น ก็น่ารับฟังและควรทบทวนดูผลได้ผลเสียให้รอบด้านเช่นกัน เช่น การส่งออกส่งผลให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ หรือผลประโยชน์ไปกระจุกอยู่ที่คนบางกลุ่ม นอกจากนั้น ในขณะที่เศรษฐกิจของอเมริกากำลังย่ำแย่ กำลังซื้อหดตัวลง รัฐบาลได้เคยพิจารณาเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ เพื่อให้ประเทศไทยมีทางเลือก และมีอำนาจต่อรองมากขึ้นหรือไม่
ข้อมูลเช่นนี้อาจไม่มีค่าสำหรับคนบางกลุ่มที่ร่ำรวย แต่เป็นข้อมูลอันทรงคุณค่าสำหรับประชาชนทั่วไป เพราะโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้แบ่งภูมิภาค คนภาคใต้และคนอีสานก็มีโอกาสจะเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง เอดส์ โรคหัวใจ และอีกสารพัดโรคได้พอๆ กัน เมื่อพิจารณาข้อมูลทุกด้านแล้ว ก็เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลโดยแท้ ที่จะใช้วิจารณญาณของตัวเอง หากจะคิดว่าบริษัทยารวยแล้ว คงไม่คดโกง และอย่าไปอิจฉาเขาเลยก็เป็นเรื่องวิจารณญาณส่วนบุคคลเท่านั้น
(บทความคอลัมน์เสียงสตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม 2551)

