“สารป้องกันการติดเชื้อไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหาเอดส์”      

ธัญญา ใจดี

        การประชุมเอดส์โลกครั้งที่ 16 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13-18 สิงหาคม 2549 ที่ผ่านมา ณ เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา มีไฮไลท์อยู่ที่ประเด็นการป้องกันการติดเชื้อ โดยเฉพาะในสามวันแรกของการประชุม และเช่นเดียวกับการประชุมเอดส์โลกครั้งที่ 15 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2547 จำได้ว่าครั้งนั้น โคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติได้พูดไว้ชัดว่าความไม่เสมอภาคทางเพศเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้หญิงติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ในการประชุมคราวนี้ก็เช่นกัน บุคคลสำคัญต่างหยิบยกประเด็นนี้มาพูดกัน โดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์กรด้านเอดส์ของสหประชาชาติว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าสี่ล้านคนในปีที่ผ่านมา และเมื่อดูจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อทั้งหมดพบว่า ทั่วโลกมีผู้หญิง 17.3 ล้านคน ที่ติดเชื้อเอชไอวี ทำให้ในปี 2547 องค์การสหประชาชาติได้จัดตั้งแนวร่วมสากลว่าด้วยผู้หญิงกับเอดส์ (Global Coalition on Women and AIDS) ขึ้นเพื่อรณรงค์ในเรื่องของความเสมอภาคทางเพศ

         ที่ประชุมเอดส์โลกยังได้แสดงความยินดีที่อาจจะมีสารป้องกันการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ “ไมโครบิไซด์” (Microbicides) แม้ว่าจะยังอยู่ระหว่างการทดลองก็ตาม มักพูดกันว่าสารป้องกันการติดเชื้อนี้จะทำให้ผู้หญิงมีอำนาจในการควบคุมวิธีการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างแท้จริง เพราะไม่ต้องอาศัยความยินยอมพร้อมใจจากฝ่ายชาย ผู้ที่ทำงานด้านเอดส์และด้านผู้หญิงต่างมีความหวังในผลิตภัณฑ์ตัวนี้มาก เพราะจากประสบการณ์การทำงาน ทุกคนต่างพบว่าผู้หญิงยังต้องแบกรับความเสี่ยงไว้เต็มที่ เพราะผู้ชายยังไม่ยินดีที่จะใช้ถุงยางอนามัย อีกทั้งความพยายามที่จะรณรงค์ให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัวก็ถูกพบแล้วว่าไม่ได้ช่วยให้ผู้หญิงรอดพ้นจากการติดเชื้อนี้ ซ้ำบางครั้งอาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้หญิงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่ในสังคมที่นิยมระบบผัวเดียวหลายเมีย และนอกจากนี้การที่ผู้หญิงจะใช้ถุงยางอนามัยกับคู่ของตัวเองก็ยังเป็นการแสดงถึงความไม่ไว้วางใจ ใช้ยากยิ่งขึ้นไปอีก สรุปว่าสารป้องกันการติดเชื้อได้กลายเป็นความหวังของผู้หญิงทั่วโลก

         แต่ด้วยความหวังอันนี้เอง ที่ทำให้ทั้งผู้ที่ทำงานด้านเอดส์และด้านผู้หญิงพากันให้ข้อมูลเรื่องสารป้องกันการติดเชื้อโดยไม่รอบคอบเท่าที่ควร จนกระทั่งเกิดปัญหาความเข้าใจผิดในหลายๆ ประเทศว่าปัจจุบันมีสารป้องกันการติดเชื้อแล้ว หรือเกิดความเข้าใจไขว้เขวว่าสถานภาพผู้หญิงจะดีขึ้นเมื่อมีไมโครบิไซด์แล้ว จนตอนนี้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทำเอกสารอย่างเป็นทางการเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และให้แนวทางการสื่อสารสำหรับผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ หรือกระทั่งองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ หรือผู้หญิงเอง ประเด็นหลักของเอกสารชี้แจงนี้คือ ในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสารป้องกันการติดเชื้อ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่มีสารป้องกันการติดเชื้อ เพราะขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการทดลอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่างก็มั่นใจว่าจะสามารถทำได้ แต่จะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับเงินทุนที่จะสนับสนุนการวิจัยทางคลินิก

         สาเหตุที่ทำให้การคิดค้นสารป้องกันการติดเชื้อเป็นไปอย่างล่าช้าก็เป็นเพราะบริษัทยาขนาดใหญ่ไม่สนใจที่จะลงทุนในการทดลองค้นคว้า เพราะคงคิดสะระตะแล้วว่า คงไม่สามารถทำกำไรได้มากนัก เพราะต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการคิดค้นยาใหม่ และกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์นี้ก็คือ ผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังยากจน ไม่มีกำลังซื้อผลิตภัณฑ์ราคาแพง การทดลองสารป้องกันการติดเชื้อในทุกวันนี้จึงทำโดยบริษัทยาขนาดเล็ก และองค์กรที่ไม่หวังกำไรต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยต่างๆ ซึ่งพึ่งพาเงินสนับสนุนการวิจัยจากภาครัฐ  โดยในปี 2548 ทั่วโลกมีการลงทุนในการศึกษาวิจัยสารป้องกันการติดเชื้อจำนวน 168 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่ายังเป็นเงินจำนวนน้อยและยังไม่เพียงพอ ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาเองก็ใช้เงินเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ของเงินด้านการวิจัยเอชไอวี/เอดส์ไปในการวิจัยสารนี้   เงินสนับสนุนการวิจัยก้อนใหญ่มาจากมูลนิธิบิลและเมลินดา เกต (The Bill and Melinda Gates Foundation) ซึ่งได้สนับสนุนเงินสำหรับการทดลองเป็นจำนวน 124 ล้านเหรียญสหรัฐ มาตั้งแต่ปี 2543  และยังส่งสัญญาณในการประชุมเอดส์โลกครั้งที่เพิ่งผ่านมาว่าจะเพิ่มวงเงินสนับสนุนให้มากขึ้น

         ขณะนี้มีสารป้องกันการติดเชื้อ 16 ตัวที่อยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก และมีอยู่ 5 ชนิดที่การทดลองเป็นไปด้วยดี โดยมีผู้หญิงกว่าหนึ่งหมื่นเจ็ดพันคนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกา นับเป็นการทดลองขนาดใหญ่ครั้งหนึ่ง แต่ผู้อำนวยการโครงการรณรงค์สารป้องกันการติดเชื้อก็ออกมาส่งสัญญาณเตือนเช่นกันว่า คนทำงานด้านเอดส์เองต้องเตรียมผู้คนให้พร้อมรับมือกับผลการวิจัยที่ไม่เป็นไปตามที่คาดด้วย จึงยิ่งต้องให้ข้อมูลเน้นย้ำกับกลุ่มผู้หญิงว่าสารป้องกันการติดเชื้อเป็นเพียงวิธีป้องกันหนึ่งในหลาย ๆ วิธี ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” การรณรงค์เรียกร้องสารป้องกันการติดเชื้อไม่ควรสร้างความเข้าใจผิดว่าการคิดค้นยารักษาโรคเอดส์ และการวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันไวรัสเอชไอวี หรือการป้องกันรูปแบบอื่นๆ เป็นเรื่องไม่สำคัญเท่าสารป้องกันการติดเชื้อ การรณรงค์สนับสนุนสารป้องกันการติดเชื้อต้องไม่นำไปสู่การแบ่งแยก แข่งขันเพื่อแย่งชิงการสนับสนุนจากกลุ่มที่รณรงค์เกี่ยวกับเอชไอวี/เอดส์ในมิติอื่นๆ

         ที่สำคัญคนทำงานด้านเอดส์ควรช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า เทคโนโลยีเพื่อป้องกันการติดเชื้อเพียงวิธีเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี/เอดส์ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ผู้หญิงตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางต่อการติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางร่างกายของผู้หญิงที่มีโอกาสรับเชื้อไวรัสเอชไอวีมากกว่าชาย โดยเชื้อนี้จะพบในอสุจิมากกว่าน้ำคัดหลั่งในช่องคลอดของผู้หญิง ซึ่งในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เยื่อบุผนังมดลูกก็จะสัมผัสกับเชื้อไวรัส หลังจากมีเพศสัมพันธ์แล้วเชื้อไวรัสก็จะยังคงอยู่ในร่างกายของผู้หญิงเป็นเวลานานหลายชั่วโมง เด็กผู้หญิงเองจะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่เพราะร่างกายยังไม่โตเต็มที่ ทำให้ปากมดลูกและเยื่อบุช่องคลอดฉีกขาดได้ง่าย

         ระบบคิดและค่านิยมเรื่องเพศในสังคมที่ทำให้ผู้ชายไม่ยอมใช้ถุงยางอนามัย และผู้หญิงก็ไม่สามารถต่อรองให้คู่ของตน (โดยเฉพาะสามี) ใช้ถุงยางอนามัยกับตนได้ เป็นอุปสรรคอันใหญ่ที่คนทำงานเอดส์กำลังขบคิดกันอย่างหนัก และยิ่งต้องทบทวนไปถึงนโยบายการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี/เอดส์อย่าง ABC (Abstinence, Be faithful, and Condoms) หรือการละเว้นการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่ การซื่อสัตย์กับคู่ และการใช้ถุงยางอนามัย  ที่ทั่วโลก หรือแม้แต่ประเทศไทยเองต่างขานรับมาจากรัฐบาลบุชของสหรัฐอเมริกา แต่ขณะนี้เริ่มมีนักคิดและคนทำงานด้านเอดส์และด้านผู้หญิงออกมาโจมตีนโยบายนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมองว่าการที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ในสังคมที่นิยมระบบผัวเดียวหลายเมีย และระบบคิดเรื่องเพศที่ไม่ให้ผู้หญิงมีสิทธิควบคุมเนื้อตัวร่างกายตัวเองนั้น ทำให้นโยบาย ABC เป็นเรื่องเพ้อฝัน ต่อให้ออกนโยบายยืดยาวไปถึงตัว Z ก็ยังไม่ได้ผล หากไม่ได้คำนึงถึงค่านิยมเรื่องเพศในสังคมที่ทำให้ผู้หญิงอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถตัดสินใจอะไรในเรื่องเพศได้เอง

ลำพังสารป้องกันการติดเชื้อจึงไม่ได้ช่วยให้ความรุนแรงทางเพศหรือระบบคิดเรื่องเพศที่ทำร้ายผู้หญิงหมดไป เพียงแต่ช่วยลดจำนวนผู้หญิงที่ติดเชื้อลง และแม้ว่าในอนาคต เราจะมีสารป้องกันการติดเชื้อใช้กันอย่างทั่วถึงเท่าเทียม ก็ไม่ได้หมายความว่าสุขภาพทางเพศโดยรวมของผู้หญิงจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ หากยังไม่สามารถรื้อระบบคิดเรื่องเพศที่ผลักผู้หญิงให้ไปอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
 
(บทความคอลัมน์เสียงสตรี หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 16 กันยายน 2549)

 

 

จดหมายข่าว สคส.

ปฏิทินกิจกรรม

  • No upcoming events available