บทความ / ข่าว

“ราคา” ที่ผู้หญิงต้องจ่าย
14/08/2015 10:45

เรื่อง: พงศธร สโรจธนาวุฒิ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) 

ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ เดือนสิงหาคม  2558

เมื่อเร็วๆ นี้ กระแสต่อต้าน Tampon Tax หรือภาษีผ้าอนามัยเป็นที่ฮือฮาในประเทศอังกฤษ ภายหลังจากประเทศแคนาดา มีการประกาศไม่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากสินค้าประเภทผ้าอนามัย ทำให้ผ้าอนามัยในแคนาดามีราคาต่ำลง

ลอร่า โครีตัน ผู้นำการกระแสต่อต้านภาษีอนามัยในอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซีว่า ปัจจุบัน รัฐบาลอังกฤษจัดประเภทผ้าอนามัยเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย (Luxury Good) เช่นเดียวกับเครื่องสำอางต่างๆ ที่มีการเรียกเก็บ VAT อยู่ที่ร้อยละ 5 

ลอร่าบอกว่าช่วงชีวิตหนึ่งของผู้หญิงจะต้องใช้ผ้าอนามัยมากกว่า 9,000 แผ่น ดังนั้นผ้าอนามัยจึงเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อชีวิต ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย การไม่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับผ้าอนามัยเป็นเรื่องที่สมควรกระทำ เพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมได้มากแก่ผู้หญิง 

แต่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดวิด คาเมรอน คาดว่าอังกฤษไม่สามารถลดภาษีผ้าอนามัยได้เหมือนแคนาดา เพราะติดอยู่ที่ข้อกำหนดทางภาษีตามกฎหมายของสหภาพยุโรป ซึ่งอังกฤษเป็นสมาชิกด้วย การเรียกร้องยกเลิกภาษีผ้าอนามัยอาจจะต้องใช้ช่องทางอื่น

อย่างไรก็ตาม ภาษีผ้าอนามัยไม่ใช่สิ่งเดียวที่ผู้หญิงต้องจ่ายในฐานะที่เกิดมาเป็นผู้หญิง Georgette Sand องค์กรด้านสิทธิสตรีในฝรั่งเศส บอกว่ามีภาษี “ลับ” อีกประการหนึ่งที่ผู้หญิงจ่ายไปขณะซื้อสินค้าในแต่ละวันโดยที่ไม่รู้ตัว

นั่นคือราคาของสินค้าเครื่องสำอางประเภท “สำหรับผู้หญิง” (For Women) ซึ่ง Georgette Sand ค้นพบว่าเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสินค้าประเภท “สำหรับผู้ชาย” (For Men) แล้ว สินค้าผู้หญิงจะมีราคาสูงกว่าแทบจะทุกชนิด 

ยกตัวอย่างเช่นใบมีดโกนสำหรับผู้หญิงและผู้ชายยี่ห้อหนึ่งในฝรั่งเศส มีราคาอยู่ที่ 1.80 ยูโร และ 1.72 ยูโรตามลำดับ หรือแม้กระทั่งครีมทาตัวที่มีส่วนผสมเหมือนกันทุกประการ แต่สินค้าของผู้หญิงกลับราคาสูงกว่าของผู้ชาย ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนมีการเรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศสมาช่วยตรวจสอบเรื่องนี้

เวลาต่อมา ทางบริษัทผู้ผลิตสินค้าเครื่องสำอางแต่ละชนิดที่มีการแบ่งประเภท For Men และ For Women ต่างออกมาระบุว่าสาเหตุเป็นเพราะสินค้าระหว่างผู้ชายและผู้หญิงนั้นไม่เหมือนกันบางจุด มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ตรงโจทย์กับการใช้งานของแต่ละเพศ เช่น ใบมีดโกนของผู้หญิงเน้นโกนขนบนตัว ขณะที่มีดโกนของผู้ชายเน้นโกนหนวด ครีมทาตัวของผู้หญิงมีกลิ่น และเนื้อครีมที่อ่อนนุ่มมากกว่า เป็นต้น

เรื่องราวในฝรั่งเศสสอดคล้องกับผลสำรวจในประเทศสหรัฐเช่นเดียวกัน Consumer Reports นิตยสารเพื่อผู้บริโภค ระบุไว้ในปี 2010 ว่าสินค้าความสวยความงามของผู้หญิงแพงกว่าของผู้ชายเสมอแม้จะมีส่วนผสมเดียวกัน แต่บริษัทผู้ผลิตก็มักจะอ้างว่าแพ็คเกจสินค้า เทคโนโลยีการผลิต ของสินค้าต่างกัน

ประกอบกับความเหลื่อมล้ำทางภาษีนำเข้า ข้อมูลจากนิตยสาร Marie Claire ระบุว่าสหรัฐฯ มีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้า For Women สูงกว่าสินค้า For Men ทำให้สินค้าผู้หญิงมีราคาสูงกว่า ส่วนสาเหตุที่เก็บภาษีสินค้าผู้หญิงสูงกว่านั้นก็ไม่ชัดเจน Marie Claire จึงสันนิษฐานว่ามาจากอคติทางเพศล้วนๆ

Georgette Sand ระบุเพิ่มเติมว่านอกจากสินค้าประเภทเครื่องสำอางแล้ว สินค้าจำพวกอาหารและบริการที่มีการแบ่งเพศชัดเจน ราคาที่ผู้หญิงจ่ายก็มักแพงกว่าด้วยเช่นกัน

ที่น่าตกใจคือลูกอมช็อกโกแลตยี่ห้อหนึ่งที่มีการแยกแพ็คเกจเป็น For Boys และ For Girls พบว่าเด็กผู้หญิงต้องจ่ายแพงกว่า รวมถึงราคาค่าซักรีดเสื้อ ซึ่งทาง Georgette Sand ทำการทดลองส่งเสื้อตัวหนึ่งไปให้ทางร้านซักรีดคิดราคา ในกรณีที่แจ้งว่าผู้ส่งซักเป็นผู้หญิง ทางร้านจะคิดราคาเพิ่มมากกว่าผู้ชายแจ้ง โดยร้านอ้างว่าเสื้อผู้หญิงมีจีบมากกว่า ซักยากกว่า ทั้งๆ ที่เป็นเสื้อตัวเดียวกัน?

นั่นคืออคติทางเพศที่แฝงมาด้วยความเชื่อว่าผู้หญิงยอมเสียเงินเพื่อความงามตนเองมากกว่าผู้ชาย คำแนะนำจาก Marie Claire คือ เราในฐานะผู้บริโภคที่ใช้สินค้าเหล่านี้ทุกวัน จำเป็นต้องตรวจสอบเงินในกระเป๋าตนเอง และเลือกดูว่าสินค้าที่มีราคาแพงนั้นตอบโจทย์การใช้งานที่แท้จริงของเราหรือไม่ อย่างไร