บทความ / ข่าว

Baby box ทางออกปัญหาทิ้งเด็ก?
20/01/2017 15:30

เรื่อง: พงศธร สโรจธนาวุฒิ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) 

ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่  วันที่ 20-26 มกราคม 2560

ในยุโรปยุคกลาง หากผู้หญิงตั้งท้องนอกสมรสจะเจอกับความยากลำบากหลายประการ หลายคนหาทางออกไม่ได้เลยยกให้โบสถ์เลี้ยง โบสถ์ส่วนใหญ่ในยุคนั้นจึงทำหน้าต่างสำหรับรับเด็กถูกทิ้ง และต่อมาก็กลายเป็นนวัตกรรมตู้รับเด็กถูกทิ้ง ที่เรียกว่า Baby box หรือ Baby Hatch ในปัจจุบัน

แรกเริ่ม ตู้รับเด็กมีใช้กันในประเทศฝั่งยุโรป แต่ต่อมามีหลายประเทศนำไปทำตาม และมีการติดตั้งตู้ไว้ตามที่สาธารณะ เช่น โรงพยาบาล คลินิก สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง ไว้รับเด็กที่พ่อแม่ไม่พร้อมจะเลี้ยงและต้องการยกให้รัฐอุปการะ ล่าสุดพบว่ามีมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลกนำตู้แบบนี้ไปใช้ ในจำนวนนี้ รวมถึงสหรัฐฯ จีน อินเดีย มาเลเซีย และญี่ปุ่น

ตู้ส่วนใหญ่มีวิธีการทำงานที่คล้ายคลึงกัน คือเมื่อดูจากด้านนอกตัวอาคารจะเหมือนช่องหน้าต่าง แต่ภายในสร้างเป็นรูปทรงเป็นกล่อง มีประตูเปิดปิด 2 ด้าน ใช้ใส่ทารกไว้ภายใน มีเครื่องปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะ และมีที่นอนสำหรับเด็ก หลังจากที่นำเด็กมาใส่แล้ว 3-5 นาที ออดจะดังและส่งสัญญาณไปยังเจ้าหน้าที่ในสถานพยาบาลใกล้เคียงเพื่อนำเด็กไปตรวจสุขภาพและดำเนินการส่งเข้าสถานรับเลี้ยง ที่ต้องตั้งเวลาไว้ 3 นาทีเพื่อให้พ่อแม่สามารถหลบหนีโดยไม่เปิดเผยตัวตนได้

ประเทศที่เลือกใช้ตู้เหล่านี้ อธิบายตรงกันว่า เหตุผลสำคัญสุดที่ต้องติดตั้งตู้รับเด็ก เพราะต้องการลดอัตราทารกเสียชีวิตจากการถูกทิ้งในสถานที่ไม่เหมาะสม ทำให้มีคนเจอเด็กล่าช้า ดังนั้นรัฐเหล่านี้จะไม่สนใจว่าใครเป็นคนนำเด็กมาใส่ และไม่ถือว่าผิดกฎหมาย ด้วยยอมรับว่าสถานการณ์ปัญหาในชีวิตของแต่ละคนนั้นย่อมแตกต่างกันออกไป

ตัวอย่างในสหรัฐ มีการออกกฎหมายกำกับในชื่อว่า Safe Haven Law ระบุชัดเจนว่าถ้าเอาเด็กไปทิ้งในที่สาธารณะ ถือว่ามีความผิด และต้องถูกดำเนินคดี แต่ถ้านำเด็กมาใส่ไว้ในตู้ ทางการจะถือว่าเป็นการยกบุตรให้รัฐอุปการะเลี้ยงดู พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องเผยตัวตน แต่ถ้าอนาคตอยากรับลูกคืนต้องทำเรื่องพร้อมหลักฐานแสดงต่อศาล

ในประเทศจีน และอินเดียพบว่าหลังจากดำเนินการติดตั้งตู้รับเด็กไปได้ระยะหนึ่ง ช่วยชีวิตเด็กทารกได้มากขึ้นจริง แต่ก็ทำให้มีคนนำเด็กมาใส่ในตู้เป็นจำนวนมากด้วย ทำให้สถานรับเลี้ยงดูต้องรับภาระมากขึ้นเช่นกัน 

ในปี 2015 ที่เมืองจี่หนาน เมืองหลวงของมณฑลซานตง ประเทศจีน มีการติดตั้งตู้ 1 จุดภายในเมือง หลังจากนั้นเพียง 11 วันมีคนนำเด็กมาใส่ไว้ในตู้มากถึง 106 ราย ขณะที่ตัวเลขเด็กถูกทิ้งทั้งปี 2014 พบว่ามีเพียง 85 ราย ทั้งนี้ เด็กส่วนใหญ่ในจีนที่ถูกทิ้งมักเป็นเด็กพิการ หรือมีปัญหาทางสุขภาพมาตั้งแต่กำเนิด

ชายคนหนึ่งที่นำลูกมาใส่ไว้ในตู้เผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า เขาจน ไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกเอง ค่ารักษาพยาบาลลูกที่ป่วยและพิการก็สูงมาก ดังนั้นถ้าเอาลูกมาให้รัฐเลี้ยง เด็กอาจจะรอดชีวิตมากกว่าอยู่กับพ่อแม่

จำนวนเด็กในตู้ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เมืองจี่หนานต้องออกมาตรการใหม่ คือระบุว่ารับเฉพาะเด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี และนำมาใส่ได้เฉพาะ 09.00–17.00 น. และมีมาตรการให้ตำรวจ นักสังคมสงเคราะห์ อาสาสมัครมายืนให้ข้อมูลเพื่อช่วยให้คนที่นำเด็กมาใส่เปลี่ยนการตัดสินใจ แต่ก็มีบางคนที่แอบนำเด็กที่ป่วยรุนแรงมาใส่ไว้ในตู้ตอนกลางคืน เมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจดูตอนเช้า ก็พบว่าเด็กเสียชีวิตแล้ว

ดร.หวังเจินเหยา ผู้ริเริ่มนโยบายสวัสดิการเด็กและอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขจีนเผยว่า ตู้รับเด็กเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการในการแก้ปัญหา ซึ่งต้องทำให้ดี ไม่ว่าจะเป็นสภาพตู้ที่ต้องให้เด็กอยู่ได้ดี สัญญาณกริ่งต้องไม่มีปัญหา รวมถึงมาตรการส่งต่อไปยังสถานสงเคราะห์ ก็ควรมีเจ้าหน้ารัฐที่จะดูแลเด็กให้เพียงพอต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ

ขณะเดียวกัน การยกเด็กให้รัฐเลี้ยงก็เป็นสะท้อนว่า จีนยังขาดแคลนสวัสดิการ ความช่วยเหลือด้านต่างๆ แก่ครอบครัวที่ไม่พร้อมจะมีลูก หรือครอบครัวที่มีปัญหาในการเลี้ยงเด็ก ซึ่งต้องทำต่อไป ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายป้องกันท้องไม่พร้อม และการสร้างมุมมองเชิงบวกเรื่องเพศให้แก่สังคมจีน